Archive 2018

3 สุดยอดที่ท่องเที่ยวแห่งจีน

3 สุดยอดที่ท่องเที่ยวแห่งจีน

แน่นอนว่า จีน เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจเบอร์ต้นๆของโลก
พวกเขาประสบความสำเร็จมากมายในหลายหลายแง่ ที่สำคัญ ยังมีประชากรมากที่สุดในโลก ท่ามกลางข้อมูลดังกล่าว
ยิ่งแสดงให้เห็นว่า จีน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ดังนั้นวันนี้ เราจะพามารู้จักกับ 3 สถานที่ท่องแห่ง
แดนมังกร ที่ครั้งหนึ่งคุณต้องไป
เริ่มจาก The Great Wall หรือรู้จักกันในชื่อ กำแพงเมืองจีน เป็นสถานที่ ที่เชื่อว่าคนทั่วโลกต้องรู้จัก
เพราะนอกจากเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ยังมีอะไรที่น่าค้นหา โดยจุดเด่นของที่นี่ เป็นกำแพง
ที่มีความยาวถึง 6,350 กิโลเมตร ก่อนสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ในสมัยของ จิ๋นซีฮ่องเต้
ซึ่งถือเป็นจักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติจีน โดยจุดประสงค์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันชนเผ่าทางตอนเหนือ
ที่อาจเข้ามารุกรายในสมัยนั้น ที่สำคัญ ที่นี่ ยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย
ต่อมาเป็น Karst Mountains ที่ตั้งอยู่ในเมืองหยาวโจว โดยจุดเด่นของที่นี่
จะมีภูเขาที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากในประเทศจีน รวมถึงระดับนานาชาติ อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ที่สวยที่สุดแห่งนี้
ที่สำคัญ หากมาที่นี่ ยังสามารถมองเห็น หยางโจว เขตเทศบาลเล็กๆ บริเวณชานเมือง กุ้ยหลิน
ที่ถือเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางซี ได้อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ พระราชวังโปตาลา เป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดและอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยตั้งอยู่ ณ
กรุงลาซา บริเวณเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งปราสาทแห่งนี้มีลักษณะของวันซ้อนวัง สร้างเสร็จในปี 1648 ปัจจุบัน
กลายเป็น พิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวโปตาลา…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่าในสมัยของพระเจ้าท้ายสระ
ซึ่งทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเสือ ระหว่างปี พ.ศ. 2251-2275นั้น พระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนอย่างมาก
มากขนาดที่ว่า พระเจ้าท้ายสระถึงกับออกกฎมณเฑียรบาลว่า
“ห้ามราษฎรจับปลาตะเพียนในแม่น้ำลำคลองทั่วพระราชอาณาจักรมากินอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องปรับโทษสินไหมเป็นเงิน 5 ตำลึง
ขณะเดียวกัน ปลาตะเพียนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์
การทำปลาตะเพียนสานจึงเป็นงานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับสังคมมาตั้ง
แต่สมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็น ปลาตะเพียนสานเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ตามแนวคิดของ หลวงโยธาฯ
ข้าราชการเกษียณในรัชกาลที่ 5 โดยหนึ่งในเมนูปลาตะเพียนที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย
และถือเป็นอาหารโบราณคือ ต้มส้มปลาตะเพียนซึ่งจะพิถีพิถันตั้งแต่การทำปลา ไล่จากขอดเกล็ด, ควักไส้, ผ่าท้อง,
นำไปล้างให้สะอาด แล้วค่อยบั้งถี่ๆ เพื่อกันก้างส่วนการทำเครื่องต้มส้ม เริ่มจากนำ ขิง กับ หอมแดง
ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไปโขลกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่ กะปิ ตามไปลง แล้วโขลกให้เข้ากันอีกรอบ ที่เหลือก็พักทิ้งไว้
ไปจัดการหั่นขิงแล้วซอยเป็นเส้นเล็กๆ เช่นเดียวกับต้นหอมที่ตัดรากทิ้งพร้อมหั่นเป็นท่อนสั้นๆ
เมื่อเครื่องและวัตถุดิบพร้อม มาเริ่มต้มน้ำกันต่อรอให้น้ำเดือดก็จัดการใส่ มะดัน ที่ล้างเตรียมไว้ลงไป
รอจนกว่ามะดันจะสุกจึงค่อยตักมะดันออกพักไว้วิธีดูว่ามะดันสุกหรือไม่ก็ไม่ยาก แค่เอาช้อนทิ่มลงไปหากแหลกเป็นอันใช้ได้
หลังจากนั้นก็เริ่มกรรมวิธีการทำ ต้มส้มปลาตะเพียนเริ่มจากรอน้ำที่ใช้ต้มมะดันเดือด ตักน้ำสัก 1 ทัพพี
ใส่ลงไปในครกที่เราโขลกเครื่องทิ้งไว้คนให้เครื่องต้มส้มกระจายตัวเข้ากับน้ำดี ไม่เป็นก้อน
ค่อยตักเครื่องต้มส้มใส่ลงไปในหม้อที่เหลือแค่ทำการปรุงรสด้วยเนื้อมะดัน หรือ น้ำมะขามเปียก
หรือ น้ำส้มสายชู) แล้วแต่ชอบ รวมถึง น้ำตาลปี๊บ และ เกลือป่นใช้ทัพพีคนจนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด หากรสชาติออกเปรี้ยว
หวาน เค็ม หอมเครื่อง นั่นแหละ น้ำต้มส้มปลาตะเพียนขั้นตอนสุดท้ายแค่ใส่ ขิงซอย ลงไปต้มด้วยไฟอ่อนสัก 5
นาที แล้วค่อยๆ หย่อน ปลาตะเพียน ลงไปในขณะที่น้ำเดือดต้มต่อไปจนกระทั่งปลาสุกดี ค่อยใส่ต้นหอมลงไปคนให้กระจายตัว
ปิดฝาหม้อทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดไฟได้เลยเรียบร้อยโรงเรียนอาหารไทยกับ ต้มส้มปลาตะเพียน
ที่ครบเครื่องไปด้วยสมุนไพรไทย ตักเสิร์ฟทานกับข้าวสวยร้อนๆรับรองอร่อยเหาะ แถมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์นี่แหละเสน่ห์ของอาหารไทย ใครทำก็อร่อย…

ลพบุรี มีอะไรกว่าที่คุณคิด

แน่นอนว่า หากพูดถึง ลพบุรี อาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนัก แต่จริงๆแล้ว เมืองวานร แห่งนี้
ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดภาคกลางที่น่าสนใจ ที่สำคัญ ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพ เพียงแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น
ก็ทำให้ จังหวัดแห่งนี้ เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนช่วงสั้นๆ หรือ ไปกลับ ว่าแต่ ลพบุรี แห่งนี้
มีสถานที่แห่งหนใดน่าไปเชยชมกันบ้าง นี่คือ 3 สถานที่ ที่เราคัดมาเน้นๆ โดยเฉพาะ
เริ่มจาก

ศาลพระกาฬ

โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลพบุรี
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
ภายในประดิษฐานเจ้าพ่อพระกาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปพระนารายณ์ยืน ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง 2 องค์
ขณะเดียวกัน บริเวณรอบๆ ยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชาติ ที่รมรื่น เป็นที่อยู่อาศัยของลิง
จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด ลพบุรี จนถึงทุกวันนี้
ต่อมาเป็น

พระปรางค์สามยอด

โดยสถานที่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแแหล่งทองเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ จังหวัดลพบุรี แต่ยังรวมถึงประเทศไทยด้วย
มีความโดดเด่นในลักษณะทางสถาปัตยกรรมปราสาทเขมร แบบในศิลปะบายน ว่ากันว่า
ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งหากใครเดินทางมา ลพบุรี ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาอย่างยิ่ง
ต่อด้วย

สวนรุกขชาติน้ำตกวังก้านเหลือง

ตั้งอยู่ภายใต้ตำบลท่าดินดำ
แม้ว่าภายในน้ำตกจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่อะไรมากนัก แต่ก็มีความสวยงามพอสมควร ไม่แพ้น้ำตกจากที่อื่นๆ ที่สำคัญ
ยังมีน้ำไหลตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้ทุกฤดูกาล อีกทั้ง
ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รมรื่นแบบสุดๆ อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ เขื่อนป่าสักชลบสิทธิ์ โดยตั้งอยู่ภายในบ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ว่ากันว่า
ที่แห่งนี้เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากประโยบน์สำหรับการใช้กักเก็บน้ำเพื่อในเชิงเกษตรกรแล้ว
สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ธรรมชาติ ที่มีจุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ และ
ยังมีพิพิธภัณฑ์ ล้วนแต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย แถมยังมี บ้านพักรับรอง และ ลานกางเต็นท์
เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อีกด้วย

บุกเยือน 3 ร้านอาหารดังประจำท่าเรือมหาราช

บุกเยือน 3 ร้านอาหารดังประจำท่าเรือมหาราช

ท่าเรือมหาราชในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในแลนมาร์คสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
หลังได้มีการปรับปรุง และสร้างท่าเรือขึ้นมาใหม่จนดูมีความสวยงาม
และสามารถมองเห็นสะดุดตาได้แต่ไกลทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาแวะที่ท่าน้ำแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่ามหาราชกลายที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวนั่นคือบรรดาร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติ
นั้นมีอยู่มากมาย เราจึงขอพอคุณไปรู้จักกับ 3 ร้านเด่นที่สุดในท่าเรือมหาราชที่อาจทำให้คุณอยากจะออกไปนั่งเรือเพื่อไปลองรสชาติซะตอนนี้เลย

รสนิยม
ร้านแรกได้แก่ร้านรสนิยมเดิมทีต้องบอกว่าร้านแห่งนี้ถือเป้นร้านใหญ่ที่มีสาขามากมายกระจายไปทั่วกรุง
เทพฯ ซึ่งท่าเร อมหาราชก็เป็นอีกจุดที่มาเปิดให้บริการกันที่นี่
โดยรสนิยมนั้นจำหน่ายอาหารไทยแท้ดั้งเดิมที่รสชาติของอาหารทุกชนิดล้วนอิงจากต้นฉบับทั้งนั้น
ซึ่งมีเกือบทุกเมนูที่เป็นอาหารสัญชาติไทยกันเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังมีอาหารอย่างก๋วยจั๊บที่มีรสชาติเป็น
เอกลักษณ์จากเส้นที่เหนียวนุ่มกว่าเจ้าอื่นๆ
และน้ำซุปที่ส่งกลิ่มหอมชวนน่ารับประทานที่สคัญร้านแห่งนี้จัดว่าบรรยากาศน่านั่งสุดๆเพราะติดริมน้ำ
สามารถนั่งกินไปชมแม่น้ำเจ้าพระยาไปได้ด้วย ส่วนราคานั้นก็ไม่แพงเลย
หากใครของทานอาหารไทยรับรองมาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน

คุณทอง
ต่อกันที่ร้านสองกับคุณทอง โดยร้านแห่งนี้จำหน่ายอาหารประเภทขนมหรือที่เรียกว่าพัฟฟ์สติ๊ก
โดยเดิมทีนี่ถือเป็นอีกร้านที่มีสาขากระจายอยู่มากมายในเมืองหลวง
สำหรับร้านคุณทองแน่นอนว่าสิ่งที่ขึ้นชื่อมากที่สุดคือพัฟฟ์สติ๊กที่มีรสชาติหลากหลาย
โดยมีหลายไส้ให้เลือกรับประทาน
ส่วนสิ่งที่ทำให้คนติดใจนั่นเพราะเนื้อแป้งกรอบนอกนุ่มในทานง่ายแถมยิ่งเวลาเพิ่งออกจากเตายังส่งกลิ่น
หอมเป็นอย่างมาก ซึ่งที่นี่เขาก็มีไส้แนะนำด้วยเผื่อใครเลือกไม่ถูกว่าจะลองรสไหน โดยมีรสดั้งเดิม
ไส้ไก่เผ็ด ไส้ชีส และปาปริก้าแล้วแต่คนชอบ ส่วนเรื่อของราคาต้องบอกว่าถูกแสนถูก
เพราะขายเพียงชิ้นละ 25 บาทเท่านั้นเอง

แกรม
ร้านต่อมาจัดเป็นหนึ่งในร้านที่ขายดีที่สุดในท่าเรือมหาราชเลยก็ว่าได้กับร้านอาหารแกรม
โดยออกแนวคาเฟ่ที่สร้างบรรยากาศของร้านเป็นเอาท์ดอร์แถมยังมีเมนูให้เลือกมากมายหลายชาติไล่ตั้ง
แต่เมนูเบรกฟาสที่เน้นไปที่การใช้วัตถุดิบอย่างไข่มาปรุงอาหารที่แบ่งแยกย่อยไปได้อีกหลายเมนูหรือ
จะเป็นเครื่องดื่มเบเกรรี่ที่นี่เขาก็ทำออกมาได้รสชาติติดปากนักท่องเที่ยวกันอย่างมาก…

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

ภูเก็ต ดินแดนสวรรค์ที่ไม่เคยเงียบเหงานอกจากทะเลที่สวยงามติดอันดับโลก
ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกที่เข้ามาเที่ยวชมความงามเมืองภูเก็ตยังเต็มไปวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม
อาหารการกินที่หลากหลายรวมถึงไปสถานที่ท่องเที่ยวที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่น่า
ประทับใจมากมาย ปัจจุบันการเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องยากไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟ
ต่อเรือก็สามารถเดินทางมายังเกาะภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย
แต่เมือได้มาเยี่ยมเยือนเมืองภูเก็ตแล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดีนั้น
ลองมาดูสถานที่เหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ

1. ย่านเมืองเก่าตึกแถวโบราณ อาคารชิโน-โปรตุกีส
ด้วยเสน่ห์ของตัวอาคารที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5ตกแต่งด้านหน้าอาคารด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอย่างสวยงาม
มีร้านขายผ้าปาเต๊ะ ผ้าลูกไม้ ร้านกาแฟ โรตีมะตะบะและอีกมากมายให้แวะกันอย่างจุใจ
นอกจากนี้ยังสามารถเดินชมซุ้มโค้งแบบโรมัน บานหน้าต่างช่องแสงลวดลายเรขาคณิตยุคอาร์ตเดโคสุดสวย ฯลฯ
แนะนำให้ลองแวะซอยรมณีย์ที่อดีตเคยเป็นซอยบันเทิง
ซึ่งปัจจุบันถูกตกแต่งด้วยสีสันสวยงามน่าถ่ายรูปสุด ๆ ต่อด้วยอังมอเหลา"
คฤหาสน์แบบนีโอคลาสสิก เรอเนสซองส์ ของตระกูลนายเหมืองเก่า
ปิดท้ายด้วยแวะเก็บภาพที่สถานที่ยอดฮิตอย่าง
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดศูนย์รวมข่าวพรหมเทพและโรงแรมออนออนรับรองว่าคุณจะหลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง

2. พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
ตึกเก่าสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน อดีตโรงเรียนจีนเก่าแก่
ภายในเป็นแหล่งรวมเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตตลาด มีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจทั้งสิ้น 14 ห้อง
โดยแนะนำให้เดินดูตั้งแต่ห้องที่ 1ซึ่งเป็นห้องที่มีวีดิทัศน์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของชาวจีน
ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ จากถิ่นกำเนิดสู่ภูเก็ตสายสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่
สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว สัมมาอาชีพ และภูมิปัญญา อาทิ
การทำเหมืองแร่ สวนยางพารา วัฒนธรรมการกินอยู่ การสร้างบ้าน
เครื่องแต่งกาย ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์
ตลอดจนศึกษาแบบอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ
รวมไปถึงประวัติโรงเรียนและครูใหญ่คนสำคัญ

3. บ้านชินประชา
เป็นบ้านเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีอายุกว่า 100 ปี
ซึ่งสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของตระกูลตัณฑวณิช
โดยเจ้าของได้อนุรักษ์ตัวอาคารและเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่าง ๆภายในบ้านไว้เป็นอย่างดี
เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเก็ต
ผ่านการใช้ชีวิตของชาวภูเก็ตในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา
ลักษณะของบ้านมีความโดดเด่นตรงที่เป็นบ้านสองชั้น
ประตูบ้านลงรักปิดทอง มีอักษรจีน มีหน้าต่างไม้หลายบานภายในบ้านเย็นสบายอากาศถ่ายเทสะดวก
เนื่องจากตรงกลางบ้านเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ อีกทั้งยังมีสระน้ำเล็ก ๆอยู่กลางบ้านเป็นมุมที่น่าสนใจไม่น้อย
ในส่วนของพื้นบ้านก็ถูกปูด้วยกระเบื้องจากอิตาลีลวดลายสวยงามสุด ๆ
นอกจากนี้ยังมีบันไดไม้ลวดลายสวยงาม
เครื่องเรือนส่วนใหญ่ก็เป็นไม้ฝังมุกนำเข้าจากเมืองจีน อีกทั้งยังมีเครื่องใช้
เครื่องครัวโบราณ ภาพถ่าย
และภาพวาดในอดีตที่สวยงามมากมายที่รอให้คุณมาสัมผัส
ส่วนท่านใดที่สนใจแต่งกายแบบคนภูเก็ตสมัยก่อนที่เรียกว่า
การแต่งกายแบบบาบ๋า ย่าหยาที่นี่เขาก็มีให้ลองใส่ด้วยนะจ๊ะ เก๋สุดๆ…

ท่องเที่ยว_ตะลุยแดนหมีขาวส่องชีวิตหลังม่านเหล็ก

ท่องเที่ยว_ตะลุยแดนหมีขาวส่องชีวิตหลังม่านเหล็ก

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศที่หลายคนได้ยินการพูดชื่อเยอะที่สุดเห็นจะเป็นรัสเซีย
ก็แน่นอนว่าพวกเขายอมทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านบาทเพื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ซึ่งจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง
ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่ใครหลายคนกลัวกัน เพราะฉะนั้น ภาพลักษณ์ของประเทศรัสเซีย
ที่เคยคลุมเครือมานานตั้งแต่ยุคสมัยสงครามเย็น ก็จบลง
การเปิดเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งนี้เหมือนการเปิดประเทศของรัสเซียและเชื่อว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในรั
สเซีย เยอะมากกว่าเมื่อก่อน
และสำหรับคนไทยประเทศรัสเซียนั้นถือว่าเป็นประเทศที่น่าไปเยือนซักครั้งไม่น้อยเหตุผลหลักๆคือค่าครองชีพพวกเขาไม่ได้โ
หดร้ายแบบยุโรป และที่สำคัญฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย อยากไปตอนไหนก็จองตั๋วไปได้เลย งานนี้ไม่ไปก็คงไม่ได้แล้ว
ที่ไหนก็ได้ที่เหมาะสำหรับการไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่สุด
เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้พบกับหิมะสีขาวละเอียดเหมือนปุยนุ่นแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ในรัสเซียยังสวยงามเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในมอสโค เมืองหลวงของ รัสเซีย เที่ยว ได้หลายแห่งจริงๆ ในกรุงมอสโค
คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากมหาวิหารเซนต์เบซิล สัญลักษณ์ของรัสเซียที่มีจุดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร
อีกทั้งยังตั้งอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่น สามารถมองเห็นได้เด่นชัดที่สุดในจัตุรัสแดงอีกด้วย
และเมื่อนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเดินเข้าไปด้านในโบสถ์ ก็จะได้พบกับความน่าประหลาดใจที่ซ่อนอยู่หลังกำแพง
ซึ่งมีลักษณะเหมือนเขาวงกตที่ประกอบด้วยหอสวดมนต์ต่างๆ โดยสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของโบสถ์ก็คือหลังคาโดม
ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อของโดมหัวหอม ที่เต็มไปด้วยรูปแบบและสีสันที่สะดุดตา ทั้งลายทางสีแดงสลับขาว
วงก้นหอยสีแดงสลับเหลือง และโดมสูงสีทองบนยอด
นอกจากนี้พระราชวังเครมลิน เป็นพระราชวังที่สร้างอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำมอสควาค่ะ
ทั้งนี้พระราชเครมลินในอดีตนั้นเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์กษัตริย์แห่งราชวงศ์รัสเซียมาก่อนนะคะ
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นที่ทำการรัฐบาลในช่วงปฏิวัติเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ
ส่วนตอนนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของมอสโคไปแล้ว
ซึ่งภายในพระราชวังเครมลินนั้นประกอบไปด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย
ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย โดยมีกำแพงสูงล้อมรอบด้วยความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร
ที่สำคัญบนหอคอยในพระราชวังยังเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในมอสโคอีกด้วย…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ม้าฮ่อ เป็นเมนูอาหารว่างไทยโบราณ จะเรียกว่าขนมก็ได้
กินแกล้มผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด นิยมทำในเทศกาลงานบุญ
และเป็นอาหารในพิธีต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
โดยเฉพาะชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญแล้ว “ม้าฮ่อ” คืออะไรกันแน่
กล่าวคือเป็นเมนูที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำโรยด้วยไส้คล้ายกับสาคูไส้หมู
ซึ่งไส้ที่ว่าเปรียบเสมือนพริกเกลือในปัจจุบันถือเป็นศิลปะการสร้างสรรค์อาหารอย่างหนึ่งที่ไทยเรามีมาตั้งแต่โบราณ
การทำพริกเกลือม้าฮ่อ
จะยุ่งยากกว่าการทำพริกเกลือธรรมดา
ซึ่งถ้าใครทำไส้สาคูไส้หมูได้ จะทำพริกเกลือม้าฮ่อได้เหมือนกัน
เพียงแต่ ม้าฮ่อ จะไม่ใส่หัวผักกาดแห้ง ส่วนประกอบสำคัญได้แก่
หมูสับ กุ้งสับ ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง ผัดกับเครื่องเทศ ปรุงรสหวานเค็ม
วิธีการปรุงก็กวนส่วนผสมรวมกันให้เหนียว
จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม แล้วนำไปวางไว้บนชิ้น สับปะรด หรือ ส้มโอ ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
แต่หากนำพริกเกลือแบบนี้ไปยัดใส่ส้มผ่าซีก จะเรียกชื่อใหม่ว่า“มังกรคาบแก้ว”
ส่วนสูตรสำเร็จในการทำ ม้าฮ่อ แบบโบราณ
เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบ ประกอบด้วย เนื้อหมูสับ ครึ่งถ้วย, กุ้งสดสับ
ครึ่งถ้วย, พริกไทย กระเทียม รากผักชี โขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ, ถั่วลิสงซอยบาง 1/4ถ้วย,
พริกแดงหั่นฝอย 1 เม็ด, ผักชีเด็ดใบ 2 ช้องโต๊ะ,
น้ำมันสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ และ สับปะรดหรือส้มโอ 1 ผล
ขณะที่วิธีปรุง ม้าฮ่อ เริ่มจากตั้งกระทะไฟกลางใส่น้ำมันให้ร้อน เจียวกระเทียม พริกไทย รากผักชี
ที่โขลกไว้ให้หอม จึงใส่หมูกุ้งสับลงยีให้กระจายพอสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ชิมให้รสจัด จึงใส่ถั่วซอยบางๆ
รสต้องเค็มนำตามด้วยหวาน ตักใส่จาน ทิ้งไว้ให้เย็น
จากนั้นหันมาหั่น สับปะรด หรือ ส้มโอ ขนาดกว้าง 1 1/2 นิ้ว
หนา 1 เซนติเมตร หรือจะตัดเป็นรูปต่างๆ ก็ได้ ใช้ในกรณีพิเศษ
ยามเวลามีแขกมาเยือนที่บ้านจะได้ดูสวย มีศิลปะ
แล้วตักไส้ใส่บนสับปะรด แต่งด้วยผักชีและพริกแดงทุกชิ้น
ถือเป็นอันเสร็จสิ้นเมนู ม้าฮ่อ
โดย ใส้ม้าฮ่อ ที่ผัดไว้แล้ว
ปัจจุบันเราสามารถนำใส่ตู้เย็นแช่เก็บไว้ได้ ถ้าไม่ใส่บนสับปะรด
ก็จะใส่ในส้มเขียวหวานที่มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
โดยจะแกะส้มเป็นกลีบแล้วผ่ากลางเอาเมล็ดออก
จากนั้นนำไส้ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ตรงกลาง เรียกอีกชื่อว่า มังกรคาบแก้ว
สรุปแล้ว “ม้าฮ่อ”
เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่แสดงถึงความชาญฉลาดและช่างคิด
ช่างทำของคนโบราณ
เมื่อเจอผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่สามารถกินเปล่าๆ ได้ จะทิ้งก็เสียดาย
เลยทำไส้ที่กินคู่กันได้ ทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ผลไม้เปรี้ยว
ไส้มีรสเค็มหวาน เข้ากันได้ดีเหลือเชื่อ…

สิ่งที่ควรทำก่อนเดินทางไป ต่างประเทศ

สิ่งที่ควรทำก่อนเดินทางไป ต่างประเทศ

เป็นเรื่องจริงที่ว่า การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศแต่ละครั้งนั้น ต้องเตรียมความพร้อม
โดยสำหรับนักเดินทางใหม่ที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก
อาจจะหลงลืมสิ่งของและการเตรียมสิ่งของต่างๆ ดังนั้น
วันนี้บทความจะมาพูดถึงการเตรียมตัว

1.หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต
ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการไปเที่ยวต่างประเทศ แนะนำว่าควรจะพกใบถ่ายเอกสารหน้าพาสปอร์ตไว้ติดตัว
เวลาไปเช็คอินเข้าโรงแรมหรือทำอะไรจะได้ ไม่ต้องหยิบพาสปอร์ตเล่มจริงขึ้นมาบ่อยๆ ทำให้หายง่าย
และหากพาสปอร์ตหาย เวลาไปติดต่อกงสุลจะง่ายและรวดเร็วกว่า โดยบางประเทศมักจะต้องการอายุพาสปอร์ต 6
เดือนจึงจะเดินทางได้ มีบางประเทศอย่าง ฮ่องกง มาเก๊า ขอเพียงแค่อายุพาสปอร์ตขาเข้าอย่างน้อย 1
เดือนเท่านั้น ก็เดินทางได้แล้ว

2. เช็คสภาพอากาศ
หากต้องไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ ที่ซึ่งเราไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศ
จำเป็นต้องศึกษาสภาพอากาศของเมืองและประเทศที่เราจะไปให้ดีก่อน
เพื่อเราจะได้เตรียมเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องใช้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศไปได้
แต่หากไปเที่ยวในประเทศโซนอเมริกาหรือยุโรป ที่มีอากาศแตกต่างมากในช่วงฤดูหนาว
ต้องเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทางสัก 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมการซื้อของใช้ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม

3. ยาประจำตัว เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรลืม
เพราะในบางประเทศการจะซื้อยาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้โดยไม่มีคำสั่งจาก แพทย์
เพราะฉะนั้นยาจึงเป็นสิ่งสำคัญยามฉุกเฉิน ที่ควรพกติดตัวไปตลอดทริปการเดินทาง

4.แปลงหัวปลั๊ก แน่นอนว่าประเทศต่างๆ ปลั๊กที่ใช้เสียบก็ต้องไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นนักเดินทางทั้งหลายควรเตรียมพร้อมไป หรือทางที่ดี ควรพกที่แปลงหัวปลั๊กแบบครบวงจร
สามารถเชื่อมต่อกับปลั๊กได้ทุกประเทศ

5.ข้อมูลการท่องเที่ยว แผนที่ขนส่งมวลชน
หากเรามีการวางแผนเดินทางที่ดี จะช่วยกำหนดเวลาในการเดินทางระหว่างที่ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างดี
แต่ก้ยังมีระบบการซื้อตั๋วที่เราไม่คุ้นเคยหรือเส้นทางที่มีมากมายหลายสายก็อาจทำให้สับสนได้เช่นกัน
ดังนั้นจึงควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้าอย่างละเอียดเพื่อจะได้ไม่หลงทางให้เสียเวลา
และเพื่อการไปเที่ยวจะสนุกมากขึ้น โดยบางสถานที่อาจมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่ติด ๆ กันเป็นโซน
เรียกว่าไปที่เดียวได้ทั้งความหลากหลายและคุณภาพ…

มาถนอมอาหารกันเถอะ วันนี้เสนอวิธีทำกล้วยฉาบ

มาถนอมอาหารกันเถอะ วันนี้เสนอวิธีทำกล้วยฉาบ

กล้วยฉาบหลากหลานรส ไม่ว่าจะเป็น รสหวาน รสเค็ม รสเนยการทำกล้วยฉาบ

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกกล้วยน้ำหว้าดิบ ด้วยมีดปอกเปลือก (มีดคู่)
2. นำกล้วยที่ปอกเปลือกให้หมดทั้งหวี ล้าง
และแช่ไว้ในน้ำสะอาดที่ผสมเกลือเล็กน้อย (เพื่อไม่ให้กล้วยมีสีดำ) ตั้งพักไว้
3. ฝานกล้วยดิบเป็นแผ่นบาง ๆ ตาม ความยาวของผล ด้วยมีดคู่
แล้วนำกล้วยที่ฝานแล้วตากแดดเพื่อให้สามารถหยิบกล้วยได้ง่ายกล้วยจะไม่ติดกัน
4. ตั้งกระทะให้ร้อนเติมน้ำมันพืชลงในกระทะ เมื่อน้ำมันร้อนพอดี
มีควันลอยบ้างบางๆ ใส่กล้วยตามข้อ 3 ลงทอดในน้ำมันทันที
เมื่อกล้วยลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำมัน ให้หมั่นคนและ พลิกชิ้นกล้วยกลับให้ถูกน้ำมัน
เพื่อความร้อนสม่ำเสมอทั่วกันทุกชิ้น จนเหลืองดีแล้ว
ตักขึ้นใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำมัน ทำจนกระทั่งเสร็จ
สุกแล้วตักขึ้นใส่ตะแกรงเด็ดน้ำมัน ใส่ภาชนะที่สะอาดแล้ววางไว้ให้เย็น
5. แบ่งกล้วยที่ทอดแล้ว 3 ส่วน เพื่อทำกล้วยฉาบ รสหวาน รสเค็ม รสเนย

วิธีการทำกล้วยฉาบรสหวาน
1.นำกล้วยที่ฉาบแล้วมา 1 ส่วน
2.น้ำมันพืชสำหรับทอด 4 ถ้วยตวง
3.น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง
4.น้ำ 4 ถ้วยตวง
5.ใช้กระทะที่สะอาด ตั้งไฟเบาๆ ใส่น้ำตาล น้ำ ลงในกระทะนั้น
ต้มจนน้ำตาลละลาย และเคี่ยวต่ออีกครู่ จนน้ำตาลเหนียวเป็นเส้น
เมื่อใช้ช้อนจุ่มลงในน้ำเชื่อม แล้วยกช้อนขึ้น น้ำเชื่อมจะยืดตามมีดเป็นเส้น
6. ใส่กล้วยที่ทอดไว้ ลงในกระทะน้ำเชื่อมทันทีที่ยกลงจากเตา เคล้าเบา ๆ
ให้น้ำเชื่อมจับชิ้นกล้วยให้ทั่วถึง7. พักไว้จนเย็นสนิทและน้ำเชื่อมแห้งสนิทด้วย
จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุง

วิธีการทำกล้วยฉาบรสเค็ม
1. นำกระทะตั้งไฟร้อนกลาง ๆ ใส่น้ำ และเกลือ ลงในกระทะนั้น ต้มจนเกลือละลาย
และเคี่ยวต่ออีกครู่
2.นำกล้วยฉาบที่ฉาบแล้วใส่ลงไปในกะทะแล้วยกกะทะลงจากเตาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. นำมาพักไว้ในภาชนะจนเย็นสนิท จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุง

กล้วยฉาบรสเนย
1. นำกระทะตั้งไฟร้อนกลาง ๆ ใส่เนย ๑ ทัพพีลงในกระทะ จนเนยละลาย
2.นำกล้วยฉาบที่ฉาบแล้วใส่ลงไปในกะทะแล้วยกกะทะลงจากเตาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. นำมาพักไว้ในภาชนะจนเย็นสนิท จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุงหรือกล่อง…

เขาค้อว่าเหงา เรามากินผักดีกว่า

เขาค้อว่าเหงา เรามากินผักดีกว่า

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในหน้าฝนที่หลายคนจะต้องนึกถึงเป็นแห่งแรกๆ
คือเขาค้อ-ภูทับเบิก ว่ากันว่าเขาค้อสวยที่สุดในฤดูฝน ทั้งทะเลหมอกที่ลอยฟุ้ง
ความเขียวขจีของภูเขาและอากาศเย็นสบาย
ส่วนภูทับเบิกนั้นขึ้นชื่อเรื่องทะเลหมอกสีขาวที่ตัดกับยอดภูสีเขียว
และไร่กะหล่ำปลี ใครมาเที่ยวก็ต้องติดใจกับวิวเหนือเมฆที่เห็นได้แบบ 360
องศาเลยทีเดียว วันนี้เราจะมาแนะนำการท่องเที่ยวในเขาค้อ-ภูทับเบิก
เส้นทางท่องเที่ยวหน้าฝนที่พลาดไม่ได้
เขาค้อ เป็นหนึ่งในอำเภอบริวารของ จ.เพชรบูรณ์
ถือว่าเป็นจุดขายและแหล่งท่องเที่ยวที่เชิงธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นป่า
ในประเทศไทยเป็นสวรรค์ของผู้มาเยือนเพื่อพักผ่อนก่อนเก็บความประทับใจไปเล่าสู่กันฟัง
ผืนป่าประเทศไทยนับว่าเป็นผืนป่าที่อุดมณ์สมบูรณ์ระดับต้นของโลกอย่างเช่นอ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
รู้จักกันอย่างดีในฐานะเป็นสถานที่ที่มีโอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลกจนมีสมญานามว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน
เช่นเดียวกับเขาใหญ่ผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน
ทั้งนี้จึงขอมาแนะนำ เขาค้อ ที่ถูกขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย เขาค้อ อยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง
เป็นดินแดนแห่งขุนเขา ผืนป่าเขียวขจี ทัศนียภาพสวยงาม อากาศสดชื่นเย็นสบายตลอดปี อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ
ที่น่าสนใจอีก เช่น ภูทับเบิก (อ.หล่มสัก) แหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่สุดในประเทศ และ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (อ.น้ำหนาว)
เทือกเขาแดนกั้นภาคเหนือ-อีสาน
ขณะที่พื้นดินตามแนวเขาของเขาค้อซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นแหล่งส่งออกผลไม้นานา
พันธุ์ที่หลากหลายไม่ใช่แค่ มะขาม ของขึ้นชื่อเมืองเพชรบูรณ์เท่านั้นยังมี
กระหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดหัว มะระหวาน และ อะโวคาโด(ลูกเนย)พืชเศรษฐกิจของอำเภอเขาค้อ
เขาค้อประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ยอดเขาค้อมีความสูงประมาณ 1,174
เมตร เหนือระดับ น้ำทะเล เขาย่าสูง 1,290 เมตรและเขาใหญ่ สูง 865 เมตร
ลักษณะพืชพันธุ์ป่าไม้ในแถบนี้เป็นป่าเต็งรังหรือป่าไม้ผลัดใบ ป่าสน และป่าดิบที่น่าสนใจก็คือ พันธุ์ไม้ตระกูลปาล์ม
ที่สำคัญยังเป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์สงครามการเมืองระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยซึ่งเขาค้อเคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งคอมมิวนิสต์มาแล้ว…