ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่าในสมัยของพระเจ้าท้ายสระ
ซึ่งทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเสือ ระหว่างปี พ.ศ. 2251-2275นั้น พระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนอย่างมาก
มากขนาดที่ว่า พระเจ้าท้ายสระถึงกับออกกฎมณเฑียรบาลว่า
“ห้ามราษฎรจับปลาตะเพียนในแม่น้ำลำคลองทั่วพระราชอาณาจักรมากินอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องปรับโทษสินไหมเป็นเงิน 5 ตำลึง
ขณะเดียวกัน ปลาตะเพียนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์
การทำปลาตะเพียนสานจึงเป็นงานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับสังคมมาตั้ง
แต่สมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็น ปลาตะเพียนสานเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ตามแนวคิดของ หลวงโยธาฯ
ข้าราชการเกษียณในรัชกาลที่ 5 โดยหนึ่งในเมนูปลาตะเพียนที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย
และถือเป็นอาหารโบราณคือ ต้มส้มปลาตะเพียนซึ่งจะพิถีพิถันตั้งแต่การทำปลา ไล่จากขอดเกล็ด, ควักไส้, ผ่าท้อง,
นำไปล้างให้สะอาด แล้วค่อยบั้งถี่ๆ เพื่อกันก้างส่วนการทำเครื่องต้มส้ม เริ่มจากนำ ขิง กับ หอมแดง
ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไปโขลกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่ กะปิ ตามไปลง แล้วโขลกให้เข้ากันอีกรอบ ที่เหลือก็พักทิ้งไว้
ไปจัดการหั่นขิงแล้วซอยเป็นเส้นเล็กๆ เช่นเดียวกับต้นหอมที่ตัดรากทิ้งพร้อมหั่นเป็นท่อนสั้นๆ
เมื่อเครื่องและวัตถุดิบพร้อม มาเริ่มต้มน้ำกันต่อรอให้น้ำเดือดก็จัดการใส่ มะดัน ที่ล้างเตรียมไว้ลงไป
รอจนกว่ามะดันจะสุกจึงค่อยตักมะดันออกพักไว้วิธีดูว่ามะดันสุกหรือไม่ก็ไม่ยาก แค่เอาช้อนทิ่มลงไปหากแหลกเป็นอันใช้ได้
หลังจากนั้นก็เริ่มกรรมวิธีการทำ ต้มส้มปลาตะเพียนเริ่มจากรอน้ำที่ใช้ต้มมะดันเดือด ตักน้ำสัก 1 ทัพพี
ใส่ลงไปในครกที่เราโขลกเครื่องทิ้งไว้คนให้เครื่องต้มส้มกระจายตัวเข้ากับน้ำดี ไม่เป็นก้อน
ค่อยตักเครื่องต้มส้มใส่ลงไปในหม้อที่เหลือแค่ทำการปรุงรสด้วยเนื้อมะดัน หรือ น้ำมะขามเปียก
หรือ น้ำส้มสายชู) แล้วแต่ชอบ รวมถึง น้ำตาลปี๊บ และ เกลือป่นใช้ทัพพีคนจนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด หากรสชาติออกเปรี้ยว
หวาน เค็ม หอมเครื่อง นั่นแหละ น้ำต้มส้มปลาตะเพียนขั้นตอนสุดท้ายแค่ใส่ ขิงซอย ลงไปต้มด้วยไฟอ่อนสัก 5
นาที แล้วค่อยๆ หย่อน ปลาตะเพียน ลงไปในขณะที่น้ำเดือดต้มต่อไปจนกระทั่งปลาสุกดี ค่อยใส่ต้นหอมลงไปคนให้กระจายตัว
ปิดฝาหม้อทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดไฟได้เลยเรียบร้อยโรงเรียนอาหารไทยกับ ต้มส้มปลาตะเพียน
ที่ครบเครื่องไปด้วยสมุนไพรไทย ตักเสิร์ฟทานกับข้าวสวยร้อนๆรับรองอร่อยเหาะ แถมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์นี่แหละเสน่ห์ของอาหารไทย ใครทำก็อร่อย…

ลพบุรี มีอะไรกว่าที่คุณคิด

แน่นอนว่า หากพูดถึง ลพบุรี อาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนัก แต่จริงๆแล้ว เมืองวานร แห่งนี้
ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดภาคกลางที่น่าสนใจ ที่สำคัญ ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพ เพียงแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น
ก็ทำให้ จังหวัดแห่งนี้ เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนช่วงสั้นๆ หรือ ไปกลับ ว่าแต่ ลพบุรี แห่งนี้
มีสถานที่แห่งหนใดน่าไปเชยชมกันบ้าง นี่คือ 3 สถานที่ ที่เราคัดมาเน้นๆ โดยเฉพาะ
เริ่มจาก

ศาลพระกาฬ

โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลพบุรี
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
ภายในประดิษฐานเจ้าพ่อพระกาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปพระนารายณ์ยืน ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง 2 องค์
ขณะเดียวกัน บริเวณรอบๆ ยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชาติ ที่รมรื่น เป็นที่อยู่อาศัยของลิง
จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด ลพบุรี จนถึงทุกวันนี้
ต่อมาเป็น

พระปรางค์สามยอด

โดยสถานที่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแแหล่งทองเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ จังหวัดลพบุรี แต่ยังรวมถึงประเทศไทยด้วย
มีความโดดเด่นในลักษณะทางสถาปัตยกรรมปราสาทเขมร แบบในศิลปะบายน ว่ากันว่า
ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งหากใครเดินทางมา ลพบุรี ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาอย่างยิ่ง
ต่อด้วย

สวนรุกขชาติน้ำตกวังก้านเหลือง

ตั้งอยู่ภายใต้ตำบลท่าดินดำ
แม้ว่าภายในน้ำตกจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่อะไรมากนัก แต่ก็มีความสวยงามพอสมควร ไม่แพ้น้ำตกจากที่อื่นๆ ที่สำคัญ
ยังมีน้ำไหลตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้ทุกฤดูกาล อีกทั้ง
ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รมรื่นแบบสุดๆ อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ เขื่อนป่าสักชลบสิทธิ์ โดยตั้งอยู่ภายในบ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ว่ากันว่า
ที่แห่งนี้เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากประโยบน์สำหรับการใช้กักเก็บน้ำเพื่อในเชิงเกษตรกรแล้ว
สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ธรรมชาติ ที่มีจุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ และ
ยังมีพิพิธภัณฑ์ ล้วนแต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย แถมยังมี บ้านพักรับรอง และ ลานกางเต็นท์
เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อีกด้วย

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

ภูเก็ต ดินแดนสวรรค์ที่ไม่เคยเงียบเหงานอกจากทะเลที่สวยงามติดอันดับโลก
ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกที่เข้ามาเที่ยวชมความงามเมืองภูเก็ตยังเต็มไปวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม
อาหารการกินที่หลากหลายรวมถึงไปสถานที่ท่องเที่ยวที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่น่า
ประทับใจมากมาย ปัจจุบันการเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องยากไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟ
ต่อเรือก็สามารถเดินทางมายังเกาะภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย
แต่เมือได้มาเยี่ยมเยือนเมืองภูเก็ตแล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดีนั้น
ลองมาดูสถานที่เหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ

1. ย่านเมืองเก่าตึกแถวโบราณ อาคารชิโน-โปรตุกีส
ด้วยเสน่ห์ของตัวอาคารที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5ตกแต่งด้านหน้าอาคารด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอย่างสวยงาม
มีร้านขายผ้าปาเต๊ะ ผ้าลูกไม้ ร้านกาแฟ โรตีมะตะบะและอีกมากมายให้แวะกันอย่างจุใจ
นอกจากนี้ยังสามารถเดินชมซุ้มโค้งแบบโรมัน บานหน้าต่างช่องแสงลวดลายเรขาคณิตยุคอาร์ตเดโคสุดสวย ฯลฯ
แนะนำให้ลองแวะซอยรมณีย์ที่อดีตเคยเป็นซอยบันเทิง
ซึ่งปัจจุบันถูกตกแต่งด้วยสีสันสวยงามน่าถ่ายรูปสุด ๆ ต่อด้วยอังมอเหลา"
คฤหาสน์แบบนีโอคลาสสิก เรอเนสซองส์ ของตระกูลนายเหมืองเก่า
ปิดท้ายด้วยแวะเก็บภาพที่สถานที่ยอดฮิตอย่าง
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดศูนย์รวมข่าวพรหมเทพและโรงแรมออนออนรับรองว่าคุณจะหลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง

2. พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
ตึกเก่าสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน อดีตโรงเรียนจีนเก่าแก่
ภายในเป็นแหล่งรวมเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตตลาด มีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจทั้งสิ้น 14 ห้อง
โดยแนะนำให้เดินดูตั้งแต่ห้องที่ 1ซึ่งเป็นห้องที่มีวีดิทัศน์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของชาวจีน
ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ จากถิ่นกำเนิดสู่ภูเก็ตสายสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่
สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว สัมมาอาชีพ และภูมิปัญญา อาทิ
การทำเหมืองแร่ สวนยางพารา วัฒนธรรมการกินอยู่ การสร้างบ้าน
เครื่องแต่งกาย ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์
ตลอดจนศึกษาแบบอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ
รวมไปถึงประวัติโรงเรียนและครูใหญ่คนสำคัญ

3. บ้านชินประชา
เป็นบ้านเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีอายุกว่า 100 ปี
ซึ่งสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของตระกูลตัณฑวณิช
โดยเจ้าของได้อนุรักษ์ตัวอาคารและเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่าง ๆภายในบ้านไว้เป็นอย่างดี
เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเก็ต
ผ่านการใช้ชีวิตของชาวภูเก็ตในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา
ลักษณะของบ้านมีความโดดเด่นตรงที่เป็นบ้านสองชั้น
ประตูบ้านลงรักปิดทอง มีอักษรจีน มีหน้าต่างไม้หลายบานภายในบ้านเย็นสบายอากาศถ่ายเทสะดวก
เนื่องจากตรงกลางบ้านเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ อีกทั้งยังมีสระน้ำเล็ก ๆอยู่กลางบ้านเป็นมุมที่น่าสนใจไม่น้อย
ในส่วนของพื้นบ้านก็ถูกปูด้วยกระเบื้องจากอิตาลีลวดลายสวยงามสุด ๆ
นอกจากนี้ยังมีบันไดไม้ลวดลายสวยงาม
เครื่องเรือนส่วนใหญ่ก็เป็นไม้ฝังมุกนำเข้าจากเมืองจีน อีกทั้งยังมีเครื่องใช้
เครื่องครัวโบราณ ภาพถ่าย
และภาพวาดในอดีตที่สวยงามมากมายที่รอให้คุณมาสัมผัส
ส่วนท่านใดที่สนใจแต่งกายแบบคนภูเก็ตสมัยก่อนที่เรียกว่า
การแต่งกายแบบบาบ๋า ย่าหยาที่นี่เขาก็มีให้ลองใส่ด้วยนะจ๊ะ เก๋สุดๆ…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ม้าฮ่อ เป็นเมนูอาหารว่างไทยโบราณ จะเรียกว่าขนมก็ได้
กินแกล้มผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด นิยมทำในเทศกาลงานบุญ
และเป็นอาหารในพิธีต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
โดยเฉพาะชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญแล้ว “ม้าฮ่อ” คืออะไรกันแน่
กล่าวคือเป็นเมนูที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำโรยด้วยไส้คล้ายกับสาคูไส้หมู
ซึ่งไส้ที่ว่าเปรียบเสมือนพริกเกลือในปัจจุบันถือเป็นศิลปะการสร้างสรรค์อาหารอย่างหนึ่งที่ไทยเรามีมาตั้งแต่โบราณ
การทำพริกเกลือม้าฮ่อ
จะยุ่งยากกว่าการทำพริกเกลือธรรมดา
ซึ่งถ้าใครทำไส้สาคูไส้หมูได้ จะทำพริกเกลือม้าฮ่อได้เหมือนกัน
เพียงแต่ ม้าฮ่อ จะไม่ใส่หัวผักกาดแห้ง ส่วนประกอบสำคัญได้แก่
หมูสับ กุ้งสับ ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง ผัดกับเครื่องเทศ ปรุงรสหวานเค็ม
วิธีการปรุงก็กวนส่วนผสมรวมกันให้เหนียว
จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม แล้วนำไปวางไว้บนชิ้น สับปะรด หรือ ส้มโอ ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
แต่หากนำพริกเกลือแบบนี้ไปยัดใส่ส้มผ่าซีก จะเรียกชื่อใหม่ว่า“มังกรคาบแก้ว”
ส่วนสูตรสำเร็จในการทำ ม้าฮ่อ แบบโบราณ
เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบ ประกอบด้วย เนื้อหมูสับ ครึ่งถ้วย, กุ้งสดสับ
ครึ่งถ้วย, พริกไทย กระเทียม รากผักชี โขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ, ถั่วลิสงซอยบาง 1/4ถ้วย,
พริกแดงหั่นฝอย 1 เม็ด, ผักชีเด็ดใบ 2 ช้องโต๊ะ,
น้ำมันสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ และ สับปะรดหรือส้มโอ 1 ผล
ขณะที่วิธีปรุง ม้าฮ่อ เริ่มจากตั้งกระทะไฟกลางใส่น้ำมันให้ร้อน เจียวกระเทียม พริกไทย รากผักชี
ที่โขลกไว้ให้หอม จึงใส่หมูกุ้งสับลงยีให้กระจายพอสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ชิมให้รสจัด จึงใส่ถั่วซอยบางๆ
รสต้องเค็มนำตามด้วยหวาน ตักใส่จาน ทิ้งไว้ให้เย็น
จากนั้นหันมาหั่น สับปะรด หรือ ส้มโอ ขนาดกว้าง 1 1/2 นิ้ว
หนา 1 เซนติเมตร หรือจะตัดเป็นรูปต่างๆ ก็ได้ ใช้ในกรณีพิเศษ
ยามเวลามีแขกมาเยือนที่บ้านจะได้ดูสวย มีศิลปะ
แล้วตักไส้ใส่บนสับปะรด แต่งด้วยผักชีและพริกแดงทุกชิ้น
ถือเป็นอันเสร็จสิ้นเมนู ม้าฮ่อ
โดย ใส้ม้าฮ่อ ที่ผัดไว้แล้ว
ปัจจุบันเราสามารถนำใส่ตู้เย็นแช่เก็บไว้ได้ ถ้าไม่ใส่บนสับปะรด
ก็จะใส่ในส้มเขียวหวานที่มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
โดยจะแกะส้มเป็นกลีบแล้วผ่ากลางเอาเมล็ดออก
จากนั้นนำไส้ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ตรงกลาง เรียกอีกชื่อว่า มังกรคาบแก้ว
สรุปแล้ว “ม้าฮ่อ”
เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่แสดงถึงความชาญฉลาดและช่างคิด
ช่างทำของคนโบราณ
เมื่อเจอผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่สามารถกินเปล่าๆ ได้ จะทิ้งก็เสียดาย
เลยทำไส้ที่กินคู่กันได้ ทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ผลไม้เปรี้ยว
ไส้มีรสเค็มหวาน เข้ากันได้ดีเหลือเชื่อ…

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ฤดูฝนสำหรับคนโสด อาจเป็นฤดูที่เงียบเหงา เหตุเพราะไม่ใคร่ที่จะมีผู้คนสัญจรออกมานอกบ้าน เมื่อต้องอยู่ลำพังคนเดียว ความเหงาจากปกติที่เลเวล 1 จะพุ่งพรวดอย่างรวดเร็วจนแตะระดับเลเวล 99 ในบางเวลา จนบางคนต้องออกมาคร่ำครวญกันเลยทีเดียว

แต่บางครั้งฤดูฝนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ใครหลายคนนึกฝัน เพราะหนึ่งในสิ่งที่มากับฝนคือ น้ำ อันเปรียบเสมือนยารักษาหัวใจที่ช่วยให้ชีวิตกลับมาสดชื่นเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เหมือนดั่งเช่นกิจกรรมแสนสนุกที่ แก่งหินเพิง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

กิจกรรมที่ว่าคือ “ล่องแก่ง” กิจกรรมยอดฮิตประจำแก่งหินเผิง ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยว จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลที่พี่น้องชาวไทยแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะเหล่าผู้มีใจรักในการผจญภัย

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า แก่งหินเพิง คือ แก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำสายใหญ่ในเขต อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจะสวยงามมากที่สุดยามน้ำหลาก ช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม

ฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวยัง แก่งหินเพิง ซึ่งปัจจุบันการล่องแก่งที่ แก่งหินเพิง กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีไปแล้ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายแห่งให้บริการล่องแก่งหินเพิง ซึ่งการันตีได้ด้วยประสบการณ์คุณภาพของอุปกรณ์และการควบคุมความปลอดภัย คุณจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอันตรายจากการล่องแก่ง แถมยังได้รับประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจชนิดไม่รู้ลืม

ส่วนเส้นทางในการล่องแก่งหินเพิง จะมีระยะทางบนสายน้ำเชี่ยวกรากประมาณ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาผจญภัยอยู่บนสายน้ำทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มต้นที่ “แก่งหินเพิง” เป็นจุดแรก มีระยะทางประมาณ 200 เมตร ให้เอาตัวรอดจากวังน้ำวน

หลังจากนั้นคุณจะพบกับ “แก่งผักหนามล้อม” วังน้ำวนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทักษะในการบังคับเรือไปตามทางน้ำ ก่อนจะพักเบรคช่วงสั้นกับ “แก่งวังยาว” ที่สภาพน้ำค่อนข้างนิ่ง แล้วจึงเผชิญหน้ากับความท้าทายอีกครั้งที่ “แก่งลูกเสือ” และ “แก่งวังบอน” ที่มีน้ำตกเล็กๆ ให้ได้ลุ้น

ซึ่งเส้นทางต่อจาก “แก่งวังบอน” เรื่อยไปจนถึง “แก่งวังไทร” จะเต็มไปความฤชหฤโหด เพราะมีระดับความลาดชันถึง 30 องศา จากนั้นจบทริปด้วย “แก่งงูเห่า” ที่หากมาในช่วงน้ำมากก็จะท่วมหินจนกลายเป็นเหมือนล่องแพยางธรรมดา

โดยนอกเหนือจากการล่องแก่งแล้ว “แก่งหินเพิง” ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ไว้ต้อนรับนักผจญภัยหัวใจสยามอีกเพียบ ไล่ตั้งแต่การเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ไปจนถึงการขี่จักรยานศึกษาระบบนิเวศของเขาใหญ่อย่างใกล้ชิด

แถมการเดินทางจากกรุงเทพก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด เพียงขับรถขึ้นเหนือมุ่งหน้าผ่านจังหวัดปทุมธานีและนครนายก เพื่อเข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี แล้วมุ่งตรงเข้าสู่แก่งหินเพิง รวมแล้วใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง กับระยะทางแค่ 213 กิโลเมตร

99999999999999999999…

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

 

เที่ยวไหนดีที่นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้าน คู่เมือง นครศรีธรรมราช และเป็นสถานที่แรกที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางไปยังนครศรีธรรมราช ควรเดินทางไปกราบสักการะ พระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งภายในเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนี้ภายในยังมีพระประธาน พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีการสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรก ราวปี พ.ศ. 854

หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลาน เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า บ้านขุนน้ำคีรีวง เนื่องจากอยู่ใกล้กับต้นน้ำ  เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย    หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยหุบเขาสูงใหญ่ และมีสายน้ำตัดผ่านตรงกลางซึ่งเป็นบรรยากาศที่สวยงามมาก  มนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้ นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงใหลที่นี่คือวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติ หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่ เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านที่นี่มีความน่ารักมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายสงบสุข ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มากทำให้รู้สึกว่าชาวบ้านในที่แห่งนี้อยู่ด้วยกันแบบเครือญาติกันหมด อาชีพหลักของชาวบ้านคีรีวง คือ การทำกสิกรรม การทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน เรียกว่า “สวนสมรม” แล้วนำมาแปรรูป จัดว่าเป็นสินค้าโอท็อปเรื่องชื่อเลยทีเดียว ส่วนผลไม้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ปลูกก็จะมีผลไม้จำพวก มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ส่วนอื่นๆที่เป็นสินค้าโอท็อปชื่อดังของที่นี้ก็จะมี กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มทำไวน์ และ กลุ่มทุเรียนกวน ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 327 ชนิด เช่น สมเสร็จ เลียงผา ลิงกัง ลิงเสน ค่างดำ ค่างแว่นถิ่นใต้ ชะนีธรรมดา เสือลายเมฆ เสือดำ เสือโคร่ง หมีหมา เก้ง กวางป่า เม่นหางพวง สัตว์จำพวกนก เช่น นกอินทรีดำ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ป่า นกเขาเปล้าธรรมดา นกหว้า นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกกก นกชนหิน นกโพระดกหลากสี นกพญาปากกว้างท้องแดง และนกกินปลี ฯลฯ รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย หากใครที่ไปเที่ยวคงต้องระวังตัวกันด้วยขึ้นชื่อว่าเดินป่าแล้วทุกคนย่อมต้องมีการระวังตัวกันเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง บอกตรงๆเลยว่าที่เที่ยวเยอะมาก คอเดินป่าไม่ควรพลาด เพราะยังมีอะไรอีกมากมายที่คุณควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง ต่อให้เล่าก็เล่าไม่หมดแน่นอนว่ามีอะไรบ้าง ณ ตรงนี้ เพราะมันเยอะจริงๆ แถมไม่ว่าจะฤดูกาลไหนคุณก็สามารถไปเที่ยวได้…