อาหารจีนยอดนิยม

อาหารจีนยอดนิยม

1.LIN-FA Chinese Restaurant
ร้าน LIN-FA Chinese Restaurant เป็นร้านอาหารจีนสไตล์แต้จิ๋ว ตั้งอยู่ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล
(โรงแรทสยามซิตี้เก่า) ร้านนี้มีชื่อเสียงมายาวนาน
ความพิเศษของทางร้านคือมีบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ  และนอกจากนี้ถ้าใครไม่อยากทานบุฟเฟ่ต์ เราก็มีเมนูอื่นแนะนำอีก คือ
เป็ดปักกิ่ง เป็ดของที่นี่ต้องบอกว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านหนังกรอบๆ หอมๆ อร่อยมาก
2.เล่งหงษ์
เล่งหงษ์ Byหมวย ลาดพร้าว71 ร้านนี้ขับรถผ่านเส้นลาดพร้าวก็จะเห็นป้ายร้านเด่นๆ
โดยเมนูเด่นของทางร้านนี้คือ กุ้งทอดครีมสลัด เป็ดปักกิ่ง หนังเป็ดกรอบ เป็นต้น นอกจากเมนูเด็ดๆ
ที่บอกไปแล้วเราก็ยังมีเมนูน่าสนใจเมื่อไปร้านนี้คือ หมูหัน กุ้งทอดครีมสลัด ยำกุ้งเล่งหงษ์
และถ้าอิ่มท้องกับอาหารคาวแล้ว เราก็ยังมีเมนุของหวานมาแนะนำกันอีกสักหนึ่งเมนู คือ สาคูแคนตาลูปนั่นเอง
3.ภัตตาคารจีน หลิวเซียงฟง
ภัตตาคารจีน หลิวเซียงฟง
ซึ่งชื่อร้านหมายถึง อาหารที่ดี อร่อย มีกลิ่นหอม ทานแล้วไม่รู้ลืม เปิดให้บริการอาหารจีนคุณภาพระดับพรีเมียม
ด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างนำเสนอรูปแบบร้านผ่านประสบการณ์ด้านอาหารจีนอัน ยาวนาน
บรรยากาศในร้านเน้นความสะดวกสบาย ตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์น
4.ภัตตาคารอาหารจีน ตั้งใจอยู่
นำเสนอเมนูอาหารจีนต้นตำรับ อาทิ พระกระโดดกำแพง ซึ่งเป็นเมนูชื่อดังของร้าน
นอกจากน้ำซุปที่ต้องตุ๋นเป็นวันๆ แล้ว ส่วนผสมเกือบ 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น
หูฉลามฮ่องกง,เป๋าฮื้อเม็กซิโก,แฮมยูนาน,เครื่องยาจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงปลิงทะเลอินโดนีเซียอีกด้วย
5.ภัตตาคารอาหารจีน ไชน่าพาเลซ
ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ด้วยชุดเก้าอี้สุดหรู ประดับด้วยโคมไฟระย้าเรืองรอง ที่พื้นปูพรมลวดลายสวยงาม
กระจกใสทรงสูงรอบด้านมีผ้าม่านประดับอยู่ทุกมุม
มองออกมาด้านนอกสามารถเห็นทิวทัศน์แบบพาโนราม่าของกรุงเทพฯ ที่สวยงามในยามค่ำคืนได้ชัดเจน
6.ภัตตาคารอาหารจีน ลีเหล่าหงี
ตกแต่งที่หรูหรา ภายในมีห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์จีนร่วมสมัย ผนังด้านข้างเป็นสีแดงลายมังกรสีทอง
ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายตัวอักษรภาษาจีนโบราณ ด้านหน้าติดกระจกใส ให้ความรู้สึกโปร่ง
สบายนอกจากนี้ทางร้าน ยังมีห้องจัดเลี้ยงถึง 7 ห้อง
7.HONG BAO
ร้านนี้มีทั้งหมด 4 สาขา เมนูเด็ดของทางร้านมีมากมาย ขอแนะนำเมนู  หมูกรอบหงเปาหนังกรอบ
ฮะเก๋ากุ้งซาลาเปาหมูแดงทอด และอีกหนึ่งเมนูของโปรดของหลายๆ คน ทุกเพศทุกวัย คือ เป็ดปังกิ่ง และ หมูหัน
ที่นี่ต้องบอกเลยว่ามาร้านนี้แล้วไม่ควรพลาด มากันเป็นตัวๆ เป็ดเนื้อนุ่มๆ หนังหอมๆ กรอบๆ…

3 คาเฟ่ พัทยา บรรยากาศดี มีแต่ความฟิน

3 คาเฟ่ พัทยา บรรยากาศดี มีแต่ความฟิน

หากคุณได้แวะมาเที่ยวพัทยา นอกจากอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลแล้ว
อยากมองหาคาเฟ่บรรยากาศดีๆ มีกาแฟ ของหวาน และอาหารอร่อยๆ
วันนี้เราขอนำเสนอ 3 คาเฟ่ พัทยา ที่มาพร้อมบรรยากาศสุดชิค
น่าแวะมาถ่ายรูปพักผ่อนกันให้หนำใจกันไปเลย
Melco Sweet Café
สไตล์การตกแต่งร้านแบบน่ารักๆ ด้วยโทนขาวดูคลาสสิก สะอาดตา
เมนูของทางร้านมีทั้งของคาว ของหวาน และเครื่องดื่มครบ
ร้านเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่นัก แต่บรรยากาศดี ไม่พลุกพล่าน มีทั้งโซนห้องแอร์และ Out
door ให้นั่งชิลล์ตามใจคุณ ตั้งอยู่หน้าโรงเรียน บนถนนสายสาม มีป้ายบอกชัดเจน
พิกัด : ถนน พัทยา สาย 3 (ถนนพัทยาสาย 3) นาเกลือ , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 062-571-6363
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 09:00 – 22:00
Fat Belly Pattaya Pattaya
ตัวร้านขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีการตกแต่งที่ดี น่านั่ง ไม่อึดอัด
แนะนำมุมที่ชื่อร้านที่ถ่ายรูปแล้วสวยถูกใจ เมนูแนะนำเรียกน้ำย่อย คือซุปเห็ด
ซุปไม่เข้มข้นเกินไป เห็ดเยอะ รสชาติ กินคู่กับขนมปัง เข้ากันดี อร่อยได้ในราคา 180
บาท อีกเมนูคือตะไคร้หมูกรอบ 230 บาท หมูกรอบ ทอดดี กินคู่กับข้าวร้อนๆเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็กต์สุดๆ
พิกัด : นาเกลือซอย 16 (อยู่หน้าโรงแรมเดอะเรเดียนซ์พัทยา ตรงข้าม AD
Condominium) นาเกลือ , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 038-225322, 081-6533344
เวลาเปิดบริการ อังคาร – อาทิตย์ : 08:00 – 23:59
Dripoly Cafe
ร้านคาเฟ่ต์ที่เปิดอีกแห่งในปีนี้ใจกลางพัทยาใต้ ที่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า The
Commons ร้านกาแฟสีขาวดูทันสมัย ตกแต่งด้วยอุปกรณ์การชงกาแฟ
และต้นไม้สีเขียวสลับไปมา ให้ความรู้สึกไม่ต่างกับร้านคาเฟ่ในกรุงเทพ
นอกจากนี้ทางร้านยังมีเค้กต่าง ๆ ที่น่าลอง เช่น เค้กมะพร้าวเค้กช็อกโกแลต เค้กแครอท
ทีรามิซุ โดยเมนูแนะนำของทางร้าน คือ ชาไทยเย็น
โดยวิธีการเสิร์ฟจะมีความพิเศษตรงที่มาเป็นก้อนน้ำแข็งผสมชาไทย ให้เราได้เทเอง
พิกัด : ถนน พัทยาใต้ (ริมถนนพัทยาใต้ติดกับโรงเรียนพาณิชนาวี) เมืองพัทยา ,
บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 063-947-9266
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 09:00 – 02:00…

5สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อต้องเดินทางไป ตปท.

5สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อต้องเดินทางไป ตปท.

การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศแต่ละครั้งนั้น สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ ต้องเตรียมความพร้อม
โดยสำหรับนักเดินทางใหม่ที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเป้นครั้งแรก
อาจจะหลงลืมสิ่งของและการเตรียมสิ่งของต่างๆ ดังนั้นวันนี้บทความจะมาพูดถึงการเตรียมตัว
1.หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต
ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการไปเที่ยวต่างประเทศ แนะนำว่าควรจะพกใบถ่ายเอกสารหน้าพาสปอร์ตไว้ติดตัว
เวลาไปเช็คอินเข้าโรงแรมหรือทำอะไรจะได้ ไม่ต้องหยิบพาสปอร์ตเล่มจริงขึ้นมาบ่อยๆ ทำให้หายง่าย
และหากพาสปอร์ตหาย เวลาไปติดต่อกงสุลจะง่ายและรวดเร็วกว่า โดยบางประเทศมักจะต้องการอายุพาสปอร์ต 6
เดือนจึงจะเดินทางได้ มีบางประเทศอย่าง ฮ่องกง มาเก๊า ขอเพียงแค่อายุพาสปอร์ตขาเข้าอย่างน้อย 1
เดือนเท่านั้น ก็เดินทางได้แล้ว
2. เช็คสภาพอากาศ
หากต้องไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ ที่ซึ่งเราไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศ
จำเป็นต้องศึกษาสภาพอากาศของเมืองและประเทศที่เราจะไปให้ดีก่อน
เพื่อเราจะได้เตรียมเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องใช้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศไปได้
แต่หากไปเที่ยวในประเทศโซนอเมริกาหรือยุโรป ที่มีอากาศแตกต่างมากในช่วงฤดูหนาว
ต้องเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทางสัก 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมการซื้อของใช้ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม
3. ยาประจำตัว เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรลืม
เพราะในบางประเทศการจะซื้อยาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้โดยไม่มีคำสั่งจาก แพทย์
เพราะฉะนั้นยาจึงเป็นสิ่งสำคัญยามฉุกเฉิน ที่ควรพกติดตัวไปตลอดทริปการเดินทาง
4.แปลงหัวปลั๊ก แน่นอนว่าประเทศต่างๆ ปลั๊กที่ใช้เสียบก็ต้องไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นนักเดินทางทั้งหลายควรเตรียมพร้อมไป หรือทางที่ดี ควรพกที่แปลงหัวปลั๊กแบบครบวงจร
สามารถเชื่อมต่อกับปลั๊กได้ทุกประเทศ
5.ข้อมูลการท่องเที่ยว แผนที่ขนส่งมวลชน
หากเรามีการวางแผนเดินทางที่ดี จะช่วยกำหนดเวลาในการเดินทางระหว่างที่ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างดี
แต่ก้ยังมีระบบการซื้อตั๋วที่เราไม่คุ้นเคยหรือเส้นทางที่มีมากมายหลายสายก็อาจทำให้สับสนได้เช่นกัน
ดังนั้นจึงควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้าอย่างละเอียดเพื่อจะได้ไม่หลงทางให้เสียเวลา
และเพื่อการไปเที่ยวจะสนุกมากขึ้น โดยบางสถานที่อาจมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่ติด ๆ กันเป็นโซน
เรียกว่าไปที่เดียวได้ทั้งความหลากหลายและคุณภาพ…

สายเฮลตี้ต้องมาอ่าน สูตรน้ำผักผลไม้แสนอร่อย

สายเฮลตี้ต้องมาอ่าน สูตรน้ำผักผลไม้แสนอร่อย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้
คนเจ็บป่วยเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยกันมาก
เนื่องจากสภาวะแวดล้อม
รวมถึงอาหารการกินที่เป็นสาเหตุให้เราเจ็บป่วย
วันนี้เรามีสูตรน้ำผักผลไม้ปั่นมาฝากกัน ทั้งอร่อย ทั้งมีประโยชน์
รวมถึงเป็นเครื่องดื่มที่สุดยอดของคนลดน้ำหนักด้วย
แบบนี้จะพลาดได้ไงล่ะคะ มาอ่านและลองทำตามกันดูนะ
น้ำปวยเล้งและแอปเปิลเขียวปั่น
ผักปวยเล้งมีสรรพคุณในการบำรุงเลือด
เป็นผักใบเขียวที่มีวิตามินซี วิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง
ซึ่งวิตามินซีก็มีประโยชน์ในกระบวนการทำงานของระบบเผาผลาญ
ส่วนแอปเปิลเขียวก็เป็นผลไม้ไฟเบอร์สูงที่ช่วยลดความอ้วนอยู่แล้วส่วนผสม
• ปวยเล้งประมาณ 1 กำมือ
• แอปเปิลเขียวหั่นเต๋า 1 ลูก
• น้ำสะอาด 1 แก้วกาแฟ
วิธีทำ
1. ล้างปวยเล้งและแอปเปิลเขียวให้สะอาดแล้วหั่นเตรียมไว้
2. จากนั้นนำส่วนผสมทุกอย่างปั่นเข้าด้วยกันจนละเอียด
3. เทน้ำผัก-ผลไม่ปั่นใส่แก้ว
สามารถเติมรสชาติด้วยน้ำมะนาวหรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาได้เทใส่แก้ว พร้อมดื่มน้ำผักผลไม้รวมสีส้ม
ใครมีแครอทหยิบออกมาปอกเปลือกหั่นแท่งรอเลย
เมนูน้ำผักผลไม้สีส้ม
สูตรนี้นอกจากใส่แครอทแล้วยังเพิ่มคุณค่าจากผลไม้วิตามินซีเพียบ
อย่างเช่น เสาวรส สับปะรด และส้ม ไม่ต้องใส่น้ำตาลรสหวานธรรมชาติ สีส้มสวยชวนดื่ม
ส่วนผสม
• แครอท 1 หัว
• เสาวรส 1 ลูก
• เนื้อสับปะรด 1 ถ้วย
• ส้มซันคิสต์ 1 ลูก
วิธีทำ
1.ปอกเปลือกแครอทออกนำไปล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นแท่งยาวๆ เตรียมไว้
2. ผ่าครึ่งเสาวรสตักเอาเฉพาะเนื้อ เตรียมไว้
3. ปอกเปลือกสับปะรดหั่นเอาเฉพาะเนื้อ เตรียมไว้
4. ผ่าส้มซันคิสต์เป็น 4 ส่วน ลอกเอาเปลือกออก เอาเฉพาะเนื้อเตรียมไว้
5. ใส่ผักและผลไม้ทุกอย่างลงไปในเครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกาก
เทใส่แก้วพร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็นก่อนดื่มน้ำมะเขือเทศและแตงกวาปั่น
นอกจากสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยแล้วมะเขือเทศยังมีความฉ่ำน้ำ
และยังพกสรรพคุณในการลดน้ำหนักมาไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ทำให้เราไม่รู้สึกหิวบ่อยๆ
สรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกาย
และสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือดก็ได้
ส่วนแตงกว่าก็มีความฉ่ำน้ำ
ช่วยอำนวยความสะดวกให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้ตามปกติดียิ่งขึ้น
ส่วนผสม
• มะเขือเทศ 2 ลูก
• แตงกวา 1+1/2 ลูก
วิธีทำ
1. ล้างส่วนผสมให้สะอาดแล้วหั่นเตรียมไว้
จากนั้นนำแตงกวาลงไปปั่นก่อน
2.เมื่อแตงกวาเริ่มละเอียดให้ใส่มะเขือเทศที่หั่นไว้ลงไปปั่นรวมกัน
3. ปั่นต่อจนมะเขือเทศและแตงกวาเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่แก้วพร้อมดื่ม
น้ำแครอท ขิงและแอปเปิลเขียวปั่น
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีความเผ็ดร้อนแฝงอยู่
ด้วยเหตุผลนี้จึงช่วยกระตุ้นได้ทั้งระบบย่อยอาหารและเร่งระดับ
การเผาผลาญไขมันในร่างกายไปในคราวเดียวกัน
และเมื่อผสานพลังกับแครอทที่มีไฟเบอร์ค่อนข้างสูง
ก็จะทำให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้องได้นานขึ้น
อีกทั้งน้ำตาลในผลไม้อย่างแอปเปิลเขียวยังช่วยคงระดับน้ำตาล
ในเลือดให้เราไม่รู้สึกหิวบ่อย ๆ อีกด้วยนะคะ
ส่วนผสม
• แครอท 1 หัว
• ขิง 1 แง่งเล็ก
• แอปเปิลเขียว 1 ลูก
• น้ำต้มสุก 1 แก้วกาแฟ
วิธีทำ
1. ปอกเปลือกขิงและแครอท
จากนั้นล้างส่วนผสมทั้งหมดให้สะอาด
2. นำแครอทไปต้มให้พอสุก จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
3. หั่นขิงและแอปเปิลเขียวเป็นชิ้นเล็ก ๆ
4. ปั่นส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนเข้ากันดี เทใส่แก้วพร้อมดื่ม
น้ำแอปเปิล ผักกาดหอมและน้ำมะนาว
ถ้าจะให้ดีสามารถผสมทั้งแอปเปิลเขียวและแอปเปิลแดงไปเลยก็
ได้ค่ะ จะได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่หลากหลายมากขึ้น
ส่วนในเรื่องของไฟเบอร์นั้น
ทั้งแอปเปิลและผักกาดหอมก็มอบให้เราได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ไหนจะวิตามินหลากชนิดในผักกาดหอมที่มีคุณสมบัติกระตุ้นระบบย่อยอาหารแลระบบเผาผลาญอีก
ส่วนน้ำมะนาวก็มีประโยชน์ในการช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเบิร์นไขมันได้มากขึ้น
แถมมะนาวยังมีสรรพคุณช่วยสกัดสารพิษในร่างกายไม่ให้ตกค้างจนเกิดอาการบวมตามจุดต่าง ๆ ได้อีกต่างหากจ้า
ส่วนผสม
• แอปเปิลเขียวหรือแดงก็ได้ 1 ลูก
• ผักกาดหอมประมาณ 4-5 ใบ
• น้ำมะนาว 1 ลูก
วิธีทำ
1. ล้างส่วนผสมทุกอย่างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆเตรียมไว้
2. นำแอปเปิลไปปั่นให้ละเอียดพอประมาณก่อน
จากนั้นเติมผักกาดหอมที่หั่นไว้ลงไป ตามด้วยน้ำมะนาวคั้นสด
3. ปั่นต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม
ลองไปทำกันดูนะคะ ดื่มบ่อยๆมีประโยชน์ ร่างกาย
สุขภาพจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยเชียวล่ะ ถ้าได้ผลดีๆยังไง
ลองมาเล่าให้เราฟังบ้างนะคะ…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : กุ้งนอนแห

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : กุ้งนอนแห

กุ้งนอนแห เป็นอาหารไทยโบราณที่ประยุกต์มาจาก ล่าเตียง
โดยการนำตารางไข่มาห่อกุ้งแทนไส้หมูปรุงรส ที่ห่อเป็นคำๆ สวยงาม กินได้สะดวก มีรสอร่อย
สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงฝีมือและความตั้งใจของผู้ทำได้เป็นอย่างดี
กุ้งนอนแห จึงเป็นอาหารว่างที่น่าตาน่ารับประทาน
และเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในโอกาสพิเศษเพราะมีกรรมวิธีการปรุงที่พิถีพิถันประณีต ไล่ตั้งแต่การเลือกกุ้ง
กุ้งต้องสด และตัวเท่ากัน แนะนำให้ใช้ กุ้งชีแฮ้ จะดีกว่า กุ้งกุลาดำ
เพราะ กุ้งกุลาดำ เนื้อจะเหนียว แม้มีสีสันสวยกว่าก็จริง
แต่เวลานึ่งต้องใช้น้ำเดือดไฟแรง ทำให้ต้องนึ่งกุ้งนาน
ยิ่งทำให้เนื้อกุ้งเหนียวมากขึ้นไปอีก ผิดกับ กุ้งชีแฮ้ ที่เนื้อนุ่มกว่า
ไม่ต้องเสียเวลานึ่งนาน แถมรับประทานอร่อยกว่า
ส่วนการทำไข่ตาราง ต้องโรยด้วยกรวยโลหะหรือใบตอง
จะสะดวกและรวดเร็วกว่าการใช้นิ้วมือแล้วสะบัดไข่ให้เป็นเส้น
ไฟที่ใช้ในการทำก็ต้องใช้ไฟกลาง ถ้าไฟแรงไข่จะไหม้และกรอบ
ทำให้ห่อไม่ได้ ดังนั้น ไข่ตารางที่ดี เส้นต้องตรงและนุ่มช่วยให้ห่อง่าย
ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว อาหารว่างไทยโบราณอย่าง กุ้งนอนแห
จะเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด แต่ถ้าเสิร์ฟกับน้ำชา ก็ไม่ต้องใช้น้ำจิ้ม
กระนั้นต้องหมักกุ้งกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกก่อน
ตัวกุ้งจึงจะมีรสชาติที่เข้มข้น และควรใช้กุ้งตัวเล็กๆ
ว่าแล้วเรามาดูขั้นตอนการทำ กุ้งนอนแห กันเลยดีกว่า
เริ่มจากการเตรียมเครื่องปรุง ไล่ตั้งแต่ กุ้งชีแฮ้ตัวใหญ่ 10 ตัว,
หมูสับ 1/4 ถ้วย, กุ้งบด 1/4 ถ้วย, ไข่ไก่ 4 ฟอง,
รากผักชีโขลกละเอียด 1 ช้อนชา, กระเทียมโขลกละเอียด 5 กลีบ,
พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา และ เกลือป่น 1 ช้อนชา
ขั้นตอนการทำ กุ้งนอนแห เริ่มจากล้างกุ้ง แกะเปลือก
เด็ดหัวไว้หาง ผ่าหลังตลอด ดึงเส้นดำออก
จากนั้นเคล้าด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนชา วางพักไว้
แล้วจึงหันไปผสมหมูสับ กุ้งบด รากผักชี กระเทียม พริกไทย
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา เข้าด้วยกัน
เมื่อได้ส่วนประกอบสำคัญแล้ว
ก็วางกุ้งพร้อมตักส่วนผสมใส่ตรงกลางประมาณ 2-3 ช้อนชา
ทำแบบนี้จนครบทั้ง 10 ตัว เกลี่ยให้ส่วนผสมทั่วกัน
วางเรียงลงในถาด นึ่งไฟแรง 10 นาที พอสุกจึงเอาออกจากเตา
พอเสร็จแล้วหันไปต่อยไข่ใส่ถ้วย ใส่เกลือที่เหลือ
ตีเข้าด้วยกัน โรยไข่เป็นเส้นในกระทะที่ทาน้ำมันบางๆ เป็นตาราง
ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอห่อกุ้ง นำไข่มาห่อกุ้งที่นึ่ง
จัดลงในจาน รับประทานกับน้ำจิ้ม เป็นอันเรียบร้อย
ส่วนเครื่องปรุงน้ำจิ้มของเมนูอาหารไทยโบราณ กุ้งนอนแห
กอปรด้วย ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
นำทั้งหมดลงในหม้อ คนให้ทั่ว ตั้งไฟพอร้อนแล้วยกลงรับรองอร่อยเหาะ…

3 ที่พักไทเป-ไต้หวันใกล้แนวรถไฟฟ้าราคาไม่แพงแถมคุ้มค่าเกินราคา

3 ที่พักไทเป-ไต้หวันใกล้แนวรถไฟฟ้าราคาไม่แพงแถมคุ้มค่าเกินราคา

คงจะดีไม่น้อยหากเราไปเที่ยวยังต่างแดนแล้วสามารถหาที่พักใกล้กับแนวรถไฟฟ้าได้
นั่นเพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่พบเจอในต่างแดนคือการหลงทาง ซึ่งจะนั่งรถแท็กซี่ราคาก็แพง
และอาจทำให้งบการเที่ยวของคุณในครั้งนั้นบานปลายไปไกลจนผิดแผน
ซึ่งการได้ที่พักใกล้รถไฟฟ้ายังหลีกเลี่ยงการจราจรอันแน่นในเมืองต่างๆได้ดีอีกด้วย และนี่คือ 3 โรงแรมที่พักน่าเข้าพักในไทเปที่เราอยากมาแนะนำให้คุณได้ชมกัน

ซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล
สำหรับ ซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล จัดเป็นโรงแรมขนาดกลางโดยมีห้องเปิดให้บริการมากถึง 48
ห้องเลยทีเดียว ซึ่งตัวของห้องเองมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตามาตรฐานไม่เล้ก
และไม่ใหญ่จนเกินไปแถมยังสะอาดไม่สกปรกอีกทั้งการตกแต่งยังให้ความสวยงามดูน่าเข้าพักอย่างมาก
ส่วนเรื่องของการเดินทางก็เพียงนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีหลักไทเปเดินออกมาทางออก Z10
และเลี้ยวขวามาอีกประมาณ 100-150 เมตรก็จะเจอซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล ตั้งตระหว่างอยู่
นอกจากนี้โณงแรมยังติดกับร้านสะดวกแฟมิลี่มาร์ทอีกด้วยทำให้ไม่ต้องกังวลแม้จะเกิดความหิวยามดึกส่วนราคาค่าเข้าพักก็เริ่มต้นที่ 2000 ต่อคืน

รอยัล ซีซัน ไทเป นานจิง
มาต่อกันโรงแรมที่สองกับรอยัล ซีซัน ไทเป
นานจิงขนาดของโรงแรมนี้ใหญ่ทีเดียวมีห้องพักเปิดบริการมากกว่าร้อยห้องราคาตกประมาณ 3000บาทต่อคืน
สำหรับโรงแรมแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมากในการตกแต่ง
โดยดีไซน์การออกแบบไปทางยุโรปที่มีเฟอร์นิเจอร์สวยงามตามแบบฉบับตะวันตกแถมเตียงในห้องพักแต่ละห้องก็ใหญ่
และดูสวยงามเรียกได้ว่าใครที่เป็นคนนอนดิ้นไม่ต้องห่วงเรื่องตกเตียงกันเลยทีเดียวนอกากนี้ยังมีบริการอื่นๆ
อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนสที่มีเครื่องเล่นครบครันแถมห้องรับประทานอาหารก็ดูหรูหราสุดๆ
และมีคสามเป็นครัวยุโรปอย่างมาก ซึ่งการมาพักที่นี่จะสร้างความประทับใจให้คุณได้อย่างแน่นอน

หนีห่าว แอท ไทเป
จัดเป็นโรงแรมขนาดเล็กที่จัดการพื้นที่ใช้สอยได้อย่างคุ้มค่าและสวยงามอย่างมากสำหรับโรงแรมหนีห่าว
แอท ไทเป โดยการมาที่นี่เพียงแค่นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีไทเปออกทางเดิน M3 ระยะทางแค่ 50
เมตรเดินต่อมาก็จะถึงโรงแรมหนีห่าว แอท
ไทเปหาได้ไม่ยากแถมความต้องการพื้นฐานที่นี่เขามีบริการให้ครบไม่ว่าจะเป็นไวไฟฟรีหรือห้อวรับรอง
ต่างๆก็มีเพียบแถมห้องพักด้านในถูกออกแบบให้มีโซนนั่งชิลๆอีกทั้งเตียงยังพิเศษไม่เหมือนที่อื่นเพราะเป็นเตียงสองชั้นนั่นเอง…

แนะนำ 2 ห้างดังที่เปรียบเหมือนสวรรค์ของคนทำงาน

แนะนำ 2 ห้างดังที่เปรียบเหมือนสวรรค์ของคนทำงาน

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีผู้คนมากมายที่มักนิยมไปนั่งทำงานกันตามร้านกาแฟต่างๆ
ซึ่งเป็นภาพที่สามารถพบเห็นได้จนชินตา
แม้จะมีคนบางกลุ่มไม่เข้าใจถึงลักษณะการทำงานดังกล่าวพร้อมมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคนอื่นๆที่ต้อง
การมาซื้อกาแฟจริงๆไม่มีที่ให้นั่งหรือไม่ได้รับการบริการที่ดีพอ
แต่ในความเป็นจริงทางร้านกาแฟบางแห่งเต็มใจที่จะเปิดให้บริการกลุ่มลูกค้าโคเวิร์คกิ้ง
ซึ่งในทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงร้านกาแฟเท่านั้นหากแต่รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่เปลี่ยนโฉมการทำ
ธุรกิจห้างแบบใหม่ให้กลายเป็นห้างที่มีพื้นที่สำหรับโคเวิร์คกิ้งในพื้นที่ของห้าง เราจึงขอหยิบ 2
ห้างดังที่ตรงกับประเภทที่เรากล่าวถึงมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน

เดอะ สตรีท รัชดา
หากใครเคยไปรับรองได้ว่าต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน หากมองในภาพอื่น เดอะ สตรีท รัชดา
ถือเป็นหนึ่งในห้างที่โดดเด่นเรื่องอาหารการกิน
เพราะที่นี่มีร้านอาหารมากมายหลายแบรนด์รวบรวมมาไว้ในที่เดียวไม่ว่าจะเป็นฟาสฟู้ดส์ ชาบู
ผิ้งย่างก็ล้วนมีครบ นอกจากร้านอาหารแล้วยังมีร้านกาแฟ และคาเฟ่ต่างๆอีกด้วย
นอกจากนี้ด้านล่างของห้างก็มีฟูดแลนด์ที่รวมอาหารหลากหลายชาติให้ได้ซื้อกันที่สำคัญยังมีร้านคราฟเบียร์ยอดฮิต
มาเปิดบริการด้านล่างด้วยจึงไม่แปลกที่จะทำให้ห้างนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในย่านรัชดา
จนมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากมาย และอีกหนึ่งจึดเด่นมากที่สุดคือมีร้านบางแห่งเปิดบริการ 24ชั่วโมงรวมไปถึงฟิตเนสที่อยู่ในนั้นด้วย
และด้วยเหตุนี้ทำให้ เดอะ สตรีท กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนทำงาน โดยนอกจากร้านกาแฟอย่างสตาร์บัค จะมีให้บริการ และมีปลั๊กไว้ให้ใช้งานแล้วทางด้านนอกร้าน
ซึ่งเป็นพื้นที่ของห้างเองก็มีพื้นที่สำหรับโคเวิร์คกิ้งเช่นเดียวกัน
โดยจะมีการจัดเป็นโซนล็อคแต่ละล็อคให้บริการกระจายกันไปในพื้นที่ของห้างแต่ละชั้น
ซึ่งแน่นอนว่าทุกที่เปิดให้บริการฟรีแถมยังมีบริการไวไฟอีกด้วย แต่ใครที่ต้องการใช้จะต้องซื้อตั๋วมีราคา
60 บาท และ 120 ซึ่งจะมีระยะเวลาใช้งานที่ยาวนานต่างกัน

สยามดิสโคฟเวอรี่
ถือเป็นห้างที่เปิดใหม่มาเมื่อปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สยามดิสโคฟเวอรรี่ได้มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่
ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการอีกด้วยด้วยโฉมใหม่ที่สวยงามกว่าเดิมตั้งแต่ภายนอกยันภายใน
โดยสยามดิสโคฟเวอรี่จัดเป็น้างที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมสินค้าแฟชั่น
เพราะในแต่ละชั้นเต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้ามากมายหลากหลายแบรนด์
ขณะเดียวกันยังเป็นห้างที่เหมาะสำหรับคนที่นิยมการฟังเพลง เพราะที่นี่เขามีชั้นที่จำหน่ายหูฟัง
และลำโพงต่างๆยี่ห้อดังมากมายรวมอยู่ที่เดียวเช่นเดียวกับโซนโคเวิร์คกิ้งที่มีกระจายอยู่หลายพื้นที่ในห้าง
แต่หากใครที่ชื่นชอบใช้บริการของร้านกาแฟมากกว่าที่นี่เขาก็มีเช่นกันอย่างเช่นาร์ บัค
หรือจะเปลี่ยนไปนั่งโซนร้ายอาหารด้านบนก็มีเปิดให้บริการเช่นเดียวกัน…

เที่ยว ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ปลายทางของสายบุญ

เที่ยว ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ปลายทางของสายบุญ

จังหวัดเชียงราย เหนือสุดแดนสยาม ยังคงเป็นจังหวัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยว
เพราะจังหวัดนี้มีสถานที่ท่องเที่ยว มีธรรมชาติที่รอให้กับคนที่รักการเดินทางมาสัมผัสยิ่งการเดินทางทุกวันนี้ง่าย
และสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนเยอะ ค่าเครื่องบินก็ถูกแสนถูก เมื่อมีโปรโมชั่นมาราคาถูกกว่ารถทัวร์
แต่เวลาปกติก็ถือว่าไม่ได้แพงจนเกินเหตุทำให้จังหวัดเชียงราย กลายเป็นสถานที่ยอดฮิต ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
และหากว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวสายบุญที่ชื่นชอบการเข้าวัดและทำบุญ ที่เชียงรายมีวัดมากมาย
แต่เราอยากที่จะแนะนำให้รู้จักกับ ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน
ไร่เชิญตะวันอยู่ที่ห้วยสักซึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงรายมาก ห่างจากตัวเมืองเชียงราย ประมาณ 19 กิโลเมตร
ซึ่งในการเดินทางในต่างจังวหัดนั้นใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีเท่านั้น เพราะว่าถนนโล่งรถไม่ได้ติดเหมือนอย่างที่บ้านของเรา
ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันแห่งนี้ เป็นของของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือว.วชิรเมธี พระนักคิด นักเขียน
นักเทศน์และพัฒนาสังคมชื่อดัง ที่หลายคนรู้จักกันดี
สำหรับไร่เชิญตะวันนี้ พื้นที่ของไร่แต่เดิมมานั้นเป็นเพียงสวนลิ้นจี่ เป็นที่ดินของลูกศิษย์ของท่านว.วชิรเมธี
ซึ่งได้ซื้อเป็นเจ้าของเอาไว้นานมากแล้ว แต่เหมือนฟ้ากำหนด ในเวลาต่อมา พ.ศ. 2545 ท่านว.วชิรเมธีได้เริ่มมาปฏิบัติธรรม
ปักกลด ปลีกวิเวกอยู่ที่บนเขาที่อยู่ใกล้ๆกับไร่เชิญตะวันทุกเดือนนับตั้งแต่ที่ท่านว.วชิรเมธีได้จบเปรียญธรรม 9
ซึ่งบนเขาที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในตอนนั้นก็ยังมีผู้คน สามารถเข้ามาถึงกันได้ง่ายแต่ไม่ได้มาเพื่อศึกษาธรรมะ
หรือปฏิบัติธรรมะแต่อย่างใด เป็นแต่ชาวบ้านธรรมดาที่อยากมาขอหวยขอเลขกับท่าน ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ที่ท่านต้องการ
และทำให้ยังไม่เกิดความสงบอย่างที่ตั้งใจ
ภายในบริเวณบ้านเต็มไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศร่มเย็นสบาย โดยในบริเวณไร่เชิญตะวันประกอบไปด้วยบนเนื้อที่กว่า
๑๗๐ ไร่ ทิศเหนือติด ทุ่งนา ทิศใต้ติดอ่างเก็บน้ำห้วยสัก ทิศตะวันออกติดอ่างเก็บน้ำห้วยสัก ทิศตะวันตกติดถนนของชุมชน
ซึ่งไร่เชิญตะวัน ออกแบบทุกอย่างให้เอื้อกับการปฏิบัติทาน ๒ มือ ถือศีล ๘ งดใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารทุกชนิด
ไม่ใช่แค่ความสงบแค่ยังมีความสวยงามซึ่งทุกๆคนที่ไปสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้
จนหลายคนอยากที่จะเดินทางไปที่ไร่เชิญตะวันแห่งนี้กันอีก ซึ่งที่ไร่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกๆท่านและยิ่งเป็นหน้าหนาว
อากาศจะดีแบบสุดๆนอกจากจะได้ความสบายใจทางกาย ปอดยังได้รับอากาศบริสุทธิ์เป็นพลังงานในการใช้ชีวิตต่อไปอีกด้วย…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่าในสมัยของพระเจ้าท้ายสระ
ซึ่งทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเสือ ระหว่างปี พ.ศ. 2251-2275นั้น พระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนอย่างมาก
มากขนาดที่ว่า พระเจ้าท้ายสระถึงกับออกกฎมณเฑียรบาลว่า
“ห้ามราษฎรจับปลาตะเพียนในแม่น้ำลำคลองทั่วพระราชอาณาจักรมากินอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องปรับโทษสินไหมเป็นเงิน 5 ตำลึง
ขณะเดียวกัน ปลาตะเพียนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์
การทำปลาตะเพียนสานจึงเป็นงานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับสังคมมาตั้ง
แต่สมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็น ปลาตะเพียนสานเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ตามแนวคิดของ หลวงโยธาฯ
ข้าราชการเกษียณในรัชกาลที่ 5 โดยหนึ่งในเมนูปลาตะเพียนที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย
และถือเป็นอาหารโบราณคือ ต้มส้มปลาตะเพียนซึ่งจะพิถีพิถันตั้งแต่การทำปลา ไล่จากขอดเกล็ด, ควักไส้, ผ่าท้อง,
นำไปล้างให้สะอาด แล้วค่อยบั้งถี่ๆ เพื่อกันก้างส่วนการทำเครื่องต้มส้ม เริ่มจากนำ ขิง กับ หอมแดง
ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไปโขลกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่ กะปิ ตามไปลง แล้วโขลกให้เข้ากันอีกรอบ ที่เหลือก็พักทิ้งไว้
ไปจัดการหั่นขิงแล้วซอยเป็นเส้นเล็กๆ เช่นเดียวกับต้นหอมที่ตัดรากทิ้งพร้อมหั่นเป็นท่อนสั้นๆ
เมื่อเครื่องและวัตถุดิบพร้อม มาเริ่มต้มน้ำกันต่อรอให้น้ำเดือดก็จัดการใส่ มะดัน ที่ล้างเตรียมไว้ลงไป
รอจนกว่ามะดันจะสุกจึงค่อยตักมะดันออกพักไว้วิธีดูว่ามะดันสุกหรือไม่ก็ไม่ยาก แค่เอาช้อนทิ่มลงไปหากแหลกเป็นอันใช้ได้
หลังจากนั้นก็เริ่มกรรมวิธีการทำ ต้มส้มปลาตะเพียนเริ่มจากรอน้ำที่ใช้ต้มมะดันเดือด ตักน้ำสัก 1 ทัพพี
ใส่ลงไปในครกที่เราโขลกเครื่องทิ้งไว้คนให้เครื่องต้มส้มกระจายตัวเข้ากับน้ำดี ไม่เป็นก้อน
ค่อยตักเครื่องต้มส้มใส่ลงไปในหม้อที่เหลือแค่ทำการปรุงรสด้วยเนื้อมะดัน หรือ น้ำมะขามเปียก
หรือ น้ำส้มสายชู) แล้วแต่ชอบ รวมถึง น้ำตาลปี๊บ และ เกลือป่นใช้ทัพพีคนจนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด หากรสชาติออกเปรี้ยว
หวาน เค็ม หอมเครื่อง นั่นแหละ น้ำต้มส้มปลาตะเพียนขั้นตอนสุดท้ายแค่ใส่ ขิงซอย ลงไปต้มด้วยไฟอ่อนสัก 5
นาที แล้วค่อยๆ หย่อน ปลาตะเพียน ลงไปในขณะที่น้ำเดือดต้มต่อไปจนกระทั่งปลาสุกดี ค่อยใส่ต้นหอมลงไปคนให้กระจายตัว
ปิดฝาหม้อทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดไฟได้เลยเรียบร้อยโรงเรียนอาหารไทยกับ ต้มส้มปลาตะเพียน
ที่ครบเครื่องไปด้วยสมุนไพรไทย ตักเสิร์ฟทานกับข้าวสวยร้อนๆรับรองอร่อยเหาะ แถมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์นี่แหละเสน่ห์ของอาหารไทย ใครทำก็อร่อย…

ลพบุรี มีอะไรกว่าที่คุณคิด

แน่นอนว่า หากพูดถึง ลพบุรี อาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนัก แต่จริงๆแล้ว เมืองวานร แห่งนี้
ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดภาคกลางที่น่าสนใจ ที่สำคัญ ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพ เพียงแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น
ก็ทำให้ จังหวัดแห่งนี้ เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนช่วงสั้นๆ หรือ ไปกลับ ว่าแต่ ลพบุรี แห่งนี้
มีสถานที่แห่งหนใดน่าไปเชยชมกันบ้าง นี่คือ 3 สถานที่ ที่เราคัดมาเน้นๆ โดยเฉพาะ
เริ่มจาก

ศาลพระกาฬ

โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลพบุรี
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
ภายในประดิษฐานเจ้าพ่อพระกาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปพระนารายณ์ยืน ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง 2 องค์
ขณะเดียวกัน บริเวณรอบๆ ยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชาติ ที่รมรื่น เป็นที่อยู่อาศัยของลิง
จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด ลพบุรี จนถึงทุกวันนี้
ต่อมาเป็น

พระปรางค์สามยอด

โดยสถานที่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแแหล่งทองเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ จังหวัดลพบุรี แต่ยังรวมถึงประเทศไทยด้วย
มีความโดดเด่นในลักษณะทางสถาปัตยกรรมปราสาทเขมร แบบในศิลปะบายน ว่ากันว่า
ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งหากใครเดินทางมา ลพบุรี ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาอย่างยิ่ง
ต่อด้วย

สวนรุกขชาติน้ำตกวังก้านเหลือง

ตั้งอยู่ภายใต้ตำบลท่าดินดำ
แม้ว่าภายในน้ำตกจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่อะไรมากนัก แต่ก็มีความสวยงามพอสมควร ไม่แพ้น้ำตกจากที่อื่นๆ ที่สำคัญ
ยังมีน้ำไหลตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้ทุกฤดูกาล อีกทั้ง
ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รมรื่นแบบสุดๆ อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ เขื่อนป่าสักชลบสิทธิ์ โดยตั้งอยู่ภายในบ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ว่ากันว่า
ที่แห่งนี้เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากประโยบน์สำหรับการใช้กักเก็บน้ำเพื่อในเชิงเกษตรกรแล้ว
สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ธรรมชาติ ที่มีจุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ และ
ยังมีพิพิธภัณฑ์ ล้วนแต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย แถมยังมี บ้านพักรับรอง และ ลานกางเต็นท์
เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อีกด้วย