ตามรอยอาหารไทยโบราณ : กุ้งนอนแห

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : กุ้งนอนแห

กุ้งนอนแห เป็นอาหารไทยโบราณที่ประยุกต์มาจาก ล่าเตียง
โดยการนำตารางไข่มาห่อกุ้งแทนไส้หมูปรุงรส ที่ห่อเป็นคำๆ สวยงาม กินได้สะดวก มีรสอร่อย
สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงฝีมือและความตั้งใจของผู้ทำได้เป็นอย่างดี
กุ้งนอนแห จึงเป็นอาหารว่างที่น่าตาน่ารับประทาน
และเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในโอกาสพิเศษเพราะมีกรรมวิธีการปรุงที่พิถีพิถันประณีต ไล่ตั้งแต่การเลือกกุ้ง
กุ้งต้องสด และตัวเท่ากัน แนะนำให้ใช้ กุ้งชีแฮ้ จะดีกว่า กุ้งกุลาดำ
เพราะ กุ้งกุลาดำ เนื้อจะเหนียว แม้มีสีสันสวยกว่าก็จริง
แต่เวลานึ่งต้องใช้น้ำเดือดไฟแรง ทำให้ต้องนึ่งกุ้งนาน
ยิ่งทำให้เนื้อกุ้งเหนียวมากขึ้นไปอีก ผิดกับ กุ้งชีแฮ้ ที่เนื้อนุ่มกว่า
ไม่ต้องเสียเวลานึ่งนาน แถมรับประทานอร่อยกว่า
ส่วนการทำไข่ตาราง ต้องโรยด้วยกรวยโลหะหรือใบตอง
จะสะดวกและรวดเร็วกว่าการใช้นิ้วมือแล้วสะบัดไข่ให้เป็นเส้น
ไฟที่ใช้ในการทำก็ต้องใช้ไฟกลาง ถ้าไฟแรงไข่จะไหม้และกรอบ
ทำให้ห่อไม่ได้ ดังนั้น ไข่ตารางที่ดี เส้นต้องตรงและนุ่มช่วยให้ห่อง่าย
ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว อาหารว่างไทยโบราณอย่าง กุ้งนอนแห
จะเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด แต่ถ้าเสิร์ฟกับน้ำชา ก็ไม่ต้องใช้น้ำจิ้ม
กระนั้นต้องหมักกุ้งกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกก่อน
ตัวกุ้งจึงจะมีรสชาติที่เข้มข้น และควรใช้กุ้งตัวเล็กๆ
ว่าแล้วเรามาดูขั้นตอนการทำ กุ้งนอนแห กันเลยดีกว่า
เริ่มจากการเตรียมเครื่องปรุง ไล่ตั้งแต่ กุ้งชีแฮ้ตัวใหญ่ 10 ตัว,
หมูสับ 1/4 ถ้วย, กุ้งบด 1/4 ถ้วย, ไข่ไก่ 4 ฟอง,
รากผักชีโขลกละเอียด 1 ช้อนชา, กระเทียมโขลกละเอียด 5 กลีบ,
พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา และ เกลือป่น 1 ช้อนชา
ขั้นตอนการทำ กุ้งนอนแห เริ่มจากล้างกุ้ง แกะเปลือก
เด็ดหัวไว้หาง ผ่าหลังตลอด ดึงเส้นดำออก
จากนั้นเคล้าด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนชา วางพักไว้
แล้วจึงหันไปผสมหมูสับ กุ้งบด รากผักชี กระเทียม พริกไทย
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา เข้าด้วยกัน
เมื่อได้ส่วนประกอบสำคัญแล้ว
ก็วางกุ้งพร้อมตักส่วนผสมใส่ตรงกลางประมาณ 2-3 ช้อนชา
ทำแบบนี้จนครบทั้ง 10 ตัว เกลี่ยให้ส่วนผสมทั่วกัน
วางเรียงลงในถาด นึ่งไฟแรง 10 นาที พอสุกจึงเอาออกจากเตา
พอเสร็จแล้วหันไปต่อยไข่ใส่ถ้วย ใส่เกลือที่เหลือ
ตีเข้าด้วยกัน โรยไข่เป็นเส้นในกระทะที่ทาน้ำมันบางๆ เป็นตาราง
ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอห่อกุ้ง นำไข่มาห่อกุ้งที่นึ่ง
จัดลงในจาน รับประทานกับน้ำจิ้ม เป็นอันเรียบร้อย
ส่วนเครื่องปรุงน้ำจิ้มของเมนูอาหารไทยโบราณ กุ้งนอนแห
กอปรด้วย ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
นำทั้งหมดลงในหม้อ คนให้ทั่ว ตั้งไฟพอร้อนแล้วยกลงรับรองอร่อยเหาะ…

3 ที่พักไทเป-ไต้หวันใกล้แนวรถไฟฟ้าราคาไม่แพงแถมคุ้มค่าเกินราคา

3 ที่พักไทเป-ไต้หวันใกล้แนวรถไฟฟ้าราคาไม่แพงแถมคุ้มค่าเกินราคา

คงจะดีไม่น้อยหากเราไปเที่ยวยังต่างแดนแล้วสามารถหาที่พักใกล้กับแนวรถไฟฟ้าได้
นั่นเพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่พบเจอในต่างแดนคือการหลงทาง ซึ่งจะนั่งรถแท็กซี่ราคาก็แพง
และอาจทำให้งบการเที่ยวของคุณในครั้งนั้นบานปลายไปไกลจนผิดแผน
ซึ่งการได้ที่พักใกล้รถไฟฟ้ายังหลีกเลี่ยงการจราจรอันแน่นในเมืองต่างๆได้ดีอีกด้วย และนี่คือ 3 โรงแรมที่พักน่าเข้าพักในไทเปที่เราอยากมาแนะนำให้คุณได้ชมกัน

ซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล
สำหรับ ซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล จัดเป็นโรงแรมขนาดกลางโดยมีห้องเปิดให้บริการมากถึง 48
ห้องเลยทีเดียว ซึ่งตัวของห้องเองมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตามาตรฐานไม่เล้ก
และไม่ใหญ่จนเกินไปแถมยังสะอาดไม่สกปรกอีกทั้งการตกแต่งยังให้ความสวยงามดูน่าเข้าพักอย่างมาก
ส่วนเรื่องของการเดินทางก็เพียงนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีหลักไทเปเดินออกมาทางออก Z10
และเลี้ยวขวามาอีกประมาณ 100-150 เมตรก็จะเจอซันไรส์ บิสซิเนส โฮเต็ล ตั้งตระหว่างอยู่
นอกจากนี้โณงแรมยังติดกับร้านสะดวกแฟมิลี่มาร์ทอีกด้วยทำให้ไม่ต้องกังวลแม้จะเกิดความหิวยามดึกส่วนราคาค่าเข้าพักก็เริ่มต้นที่ 2000 ต่อคืน

รอยัล ซีซัน ไทเป นานจิง
มาต่อกันโรงแรมที่สองกับรอยัล ซีซัน ไทเป
นานจิงขนาดของโรงแรมนี้ใหญ่ทีเดียวมีห้องพักเปิดบริการมากกว่าร้อยห้องราคาตกประมาณ 3000บาทต่อคืน
สำหรับโรงแรมแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมากในการตกแต่ง
โดยดีไซน์การออกแบบไปทางยุโรปที่มีเฟอร์นิเจอร์สวยงามตามแบบฉบับตะวันตกแถมเตียงในห้องพักแต่ละห้องก็ใหญ่
และดูสวยงามเรียกได้ว่าใครที่เป็นคนนอนดิ้นไม่ต้องห่วงเรื่องตกเตียงกันเลยทีเดียวนอกากนี้ยังมีบริการอื่นๆ
อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนสที่มีเครื่องเล่นครบครันแถมห้องรับประทานอาหารก็ดูหรูหราสุดๆ
และมีคสามเป็นครัวยุโรปอย่างมาก ซึ่งการมาพักที่นี่จะสร้างความประทับใจให้คุณได้อย่างแน่นอน

หนีห่าว แอท ไทเป
จัดเป็นโรงแรมขนาดเล็กที่จัดการพื้นที่ใช้สอยได้อย่างคุ้มค่าและสวยงามอย่างมากสำหรับโรงแรมหนีห่าว
แอท ไทเป โดยการมาที่นี่เพียงแค่นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีไทเปออกทางเดิน M3 ระยะทางแค่ 50
เมตรเดินต่อมาก็จะถึงโรงแรมหนีห่าว แอท
ไทเปหาได้ไม่ยากแถมความต้องการพื้นฐานที่นี่เขามีบริการให้ครบไม่ว่าจะเป็นไวไฟฟรีหรือห้อวรับรอง
ต่างๆก็มีเพียบแถมห้องพักด้านในถูกออกแบบให้มีโซนนั่งชิลๆอีกทั้งเตียงยังพิเศษไม่เหมือนที่อื่นเพราะเป็นเตียงสองชั้นนั่นเอง…

แนะนำ 2 ห้างดังที่เปรียบเหมือนสวรรค์ของคนทำงาน

แนะนำ 2 ห้างดังที่เปรียบเหมือนสวรรค์ของคนทำงาน

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีผู้คนมากมายที่มักนิยมไปนั่งทำงานกันตามร้านกาแฟต่างๆ
ซึ่งเป็นภาพที่สามารถพบเห็นได้จนชินตา
แม้จะมีคนบางกลุ่มไม่เข้าใจถึงลักษณะการทำงานดังกล่าวพร้อมมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าคนอื่นๆที่ต้อง
การมาซื้อกาแฟจริงๆไม่มีที่ให้นั่งหรือไม่ได้รับการบริการที่ดีพอ
แต่ในความเป็นจริงทางร้านกาแฟบางแห่งเต็มใจที่จะเปิดให้บริการกลุ่มลูกค้าโคเวิร์คกิ้ง
ซึ่งในทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงร้านกาแฟเท่านั้นหากแต่รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่เปลี่ยนโฉมการทำ
ธุรกิจห้างแบบใหม่ให้กลายเป็นห้างที่มีพื้นที่สำหรับโคเวิร์คกิ้งในพื้นที่ของห้าง เราจึงขอหยิบ 2
ห้างดังที่ตรงกับประเภทที่เรากล่าวถึงมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน

เดอะ สตรีท รัชดา
หากใครเคยไปรับรองได้ว่าต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน หากมองในภาพอื่น เดอะ สตรีท รัชดา
ถือเป็นหนึ่งในห้างที่โดดเด่นเรื่องอาหารการกิน
เพราะที่นี่มีร้านอาหารมากมายหลายแบรนด์รวบรวมมาไว้ในที่เดียวไม่ว่าจะเป็นฟาสฟู้ดส์ ชาบู
ผิ้งย่างก็ล้วนมีครบ นอกจากร้านอาหารแล้วยังมีร้านกาแฟ และคาเฟ่ต่างๆอีกด้วย
นอกจากนี้ด้านล่างของห้างก็มีฟูดแลนด์ที่รวมอาหารหลากหลายชาติให้ได้ซื้อกันที่สำคัญยังมีร้านคราฟเบียร์ยอดฮิต
มาเปิดบริการด้านล่างด้วยจึงไม่แปลกที่จะทำให้ห้างนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในย่านรัชดา
จนมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากมาย และอีกหนึ่งจึดเด่นมากที่สุดคือมีร้านบางแห่งเปิดบริการ 24ชั่วโมงรวมไปถึงฟิตเนสที่อยู่ในนั้นด้วย
และด้วยเหตุนี้ทำให้ เดอะ สตรีท กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนทำงาน โดยนอกจากร้านกาแฟอย่างสตาร์บัค จะมีให้บริการ และมีปลั๊กไว้ให้ใช้งานแล้วทางด้านนอกร้าน
ซึ่งเป็นพื้นที่ของห้างเองก็มีพื้นที่สำหรับโคเวิร์คกิ้งเช่นเดียวกัน
โดยจะมีการจัดเป็นโซนล็อคแต่ละล็อคให้บริการกระจายกันไปในพื้นที่ของห้างแต่ละชั้น
ซึ่งแน่นอนว่าทุกที่เปิดให้บริการฟรีแถมยังมีบริการไวไฟอีกด้วย แต่ใครที่ต้องการใช้จะต้องซื้อตั๋วมีราคา
60 บาท และ 120 ซึ่งจะมีระยะเวลาใช้งานที่ยาวนานต่างกัน

สยามดิสโคฟเวอรี่
ถือเป็นห้างที่เปิดใหม่มาเมื่อปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สยามดิสโคฟเวอรรี่ได้มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่
ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการอีกด้วยด้วยโฉมใหม่ที่สวยงามกว่าเดิมตั้งแต่ภายนอกยันภายใน
โดยสยามดิสโคฟเวอรี่จัดเป็น้างที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมสินค้าแฟชั่น
เพราะในแต่ละชั้นเต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้ามากมายหลากหลายแบรนด์
ขณะเดียวกันยังเป็นห้างที่เหมาะสำหรับคนที่นิยมการฟังเพลง เพราะที่นี่เขามีชั้นที่จำหน่ายหูฟัง
และลำโพงต่างๆยี่ห้อดังมากมายรวมอยู่ที่เดียวเช่นเดียวกับโซนโคเวิร์คกิ้งที่มีกระจายอยู่หลายพื้นที่ในห้าง
แต่หากใครที่ชื่นชอบใช้บริการของร้านกาแฟมากกว่าที่นี่เขาก็มีเช่นกันอย่างเช่นาร์ บัค
หรือจะเปลี่ยนไปนั่งโซนร้ายอาหารด้านบนก็มีเปิดให้บริการเช่นเดียวกัน…

เที่ยว ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ปลายทางของสายบุญ

เที่ยว ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ปลายทางของสายบุญ

จังหวัดเชียงราย เหนือสุดแดนสยาม ยังคงเป็นจังหวัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยว
เพราะจังหวัดนี้มีสถานที่ท่องเที่ยว มีธรรมชาติที่รอให้กับคนที่รักการเดินทางมาสัมผัสยิ่งการเดินทางทุกวันนี้ง่าย
และสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนเยอะ ค่าเครื่องบินก็ถูกแสนถูก เมื่อมีโปรโมชั่นมาราคาถูกกว่ารถทัวร์
แต่เวลาปกติก็ถือว่าไม่ได้แพงจนเกินเหตุทำให้จังหวัดเชียงราย กลายเป็นสถานที่ยอดฮิต ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
และหากว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวสายบุญที่ชื่นชอบการเข้าวัดและทำบุญ ที่เชียงรายมีวัดมากมาย
แต่เราอยากที่จะแนะนำให้รู้จักกับ ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน
ไร่เชิญตะวันอยู่ที่ห้วยสักซึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงรายมาก ห่างจากตัวเมืองเชียงราย ประมาณ 19 กิโลเมตร
ซึ่งในการเดินทางในต่างจังวหัดนั้นใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีเท่านั้น เพราะว่าถนนโล่งรถไม่ได้ติดเหมือนอย่างที่บ้านของเรา
ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันแห่งนี้ เป็นของของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือว.วชิรเมธี พระนักคิด นักเขียน
นักเทศน์และพัฒนาสังคมชื่อดัง ที่หลายคนรู้จักกันดี
สำหรับไร่เชิญตะวันนี้ พื้นที่ของไร่แต่เดิมมานั้นเป็นเพียงสวนลิ้นจี่ เป็นที่ดินของลูกศิษย์ของท่านว.วชิรเมธี
ซึ่งได้ซื้อเป็นเจ้าของเอาไว้นานมากแล้ว แต่เหมือนฟ้ากำหนด ในเวลาต่อมา พ.ศ. 2545 ท่านว.วชิรเมธีได้เริ่มมาปฏิบัติธรรม
ปักกลด ปลีกวิเวกอยู่ที่บนเขาที่อยู่ใกล้ๆกับไร่เชิญตะวันทุกเดือนนับตั้งแต่ที่ท่านว.วชิรเมธีได้จบเปรียญธรรม 9
ซึ่งบนเขาที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในตอนนั้นก็ยังมีผู้คน สามารถเข้ามาถึงกันได้ง่ายแต่ไม่ได้มาเพื่อศึกษาธรรมะ
หรือปฏิบัติธรรมะแต่อย่างใด เป็นแต่ชาวบ้านธรรมดาที่อยากมาขอหวยขอเลขกับท่าน ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ที่ท่านต้องการ
และทำให้ยังไม่เกิดความสงบอย่างที่ตั้งใจ
ภายในบริเวณบ้านเต็มไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศร่มเย็นสบาย โดยในบริเวณไร่เชิญตะวันประกอบไปด้วยบนเนื้อที่กว่า
๑๗๐ ไร่ ทิศเหนือติด ทุ่งนา ทิศใต้ติดอ่างเก็บน้ำห้วยสัก ทิศตะวันออกติดอ่างเก็บน้ำห้วยสัก ทิศตะวันตกติดถนนของชุมชน
ซึ่งไร่เชิญตะวัน ออกแบบทุกอย่างให้เอื้อกับการปฏิบัติทาน ๒ มือ ถือศีล ๘ งดใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารทุกชนิด
ไม่ใช่แค่ความสงบแค่ยังมีความสวยงามซึ่งทุกๆคนที่ไปสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้
จนหลายคนอยากที่จะเดินทางไปที่ไร่เชิญตะวันแห่งนี้กันอีก ซึ่งที่ไร่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกๆท่านและยิ่งเป็นหน้าหนาว
อากาศจะดีแบบสุดๆนอกจากจะได้ความสบายใจทางกาย ปอดยังได้รับอากาศบริสุทธิ์เป็นพลังงานในการใช้ชีวิตต่อไปอีกด้วย…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มส้มปลาตะเพียน

ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่าในสมัยของพระเจ้าท้ายสระ
ซึ่งทรงครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเสือ ระหว่างปี พ.ศ. 2251-2275นั้น พระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนอย่างมาก
มากขนาดที่ว่า พระเจ้าท้ายสระถึงกับออกกฎมณเฑียรบาลว่า
“ห้ามราษฎรจับปลาตะเพียนในแม่น้ำลำคลองทั่วพระราชอาณาจักรมากินอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องปรับโทษสินไหมเป็นเงิน 5 ตำลึง
ขณะเดียวกัน ปลาตะเพียนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์
การทำปลาตะเพียนสานจึงเป็นงานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับสังคมมาตั้ง
แต่สมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการดัดแปลงเป็น ปลาตะเพียนสานเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน ตามแนวคิดของ หลวงโยธาฯ
ข้าราชการเกษียณในรัชกาลที่ 5 โดยหนึ่งในเมนูปลาตะเพียนที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย
และถือเป็นอาหารโบราณคือ ต้มส้มปลาตะเพียนซึ่งจะพิถีพิถันตั้งแต่การทำปลา ไล่จากขอดเกล็ด, ควักไส้, ผ่าท้อง,
นำไปล้างให้สะอาด แล้วค่อยบั้งถี่ๆ เพื่อกันก้างส่วนการทำเครื่องต้มส้ม เริ่มจากนำ ขิง กับ หอมแดง
ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไปโขลกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่ กะปิ ตามไปลง แล้วโขลกให้เข้ากันอีกรอบ ที่เหลือก็พักทิ้งไว้
ไปจัดการหั่นขิงแล้วซอยเป็นเส้นเล็กๆ เช่นเดียวกับต้นหอมที่ตัดรากทิ้งพร้อมหั่นเป็นท่อนสั้นๆ
เมื่อเครื่องและวัตถุดิบพร้อม มาเริ่มต้มน้ำกันต่อรอให้น้ำเดือดก็จัดการใส่ มะดัน ที่ล้างเตรียมไว้ลงไป
รอจนกว่ามะดันจะสุกจึงค่อยตักมะดันออกพักไว้วิธีดูว่ามะดันสุกหรือไม่ก็ไม่ยาก แค่เอาช้อนทิ่มลงไปหากแหลกเป็นอันใช้ได้
หลังจากนั้นก็เริ่มกรรมวิธีการทำ ต้มส้มปลาตะเพียนเริ่มจากรอน้ำที่ใช้ต้มมะดันเดือด ตักน้ำสัก 1 ทัพพี
ใส่ลงไปในครกที่เราโขลกเครื่องทิ้งไว้คนให้เครื่องต้มส้มกระจายตัวเข้ากับน้ำดี ไม่เป็นก้อน
ค่อยตักเครื่องต้มส้มใส่ลงไปในหม้อที่เหลือแค่ทำการปรุงรสด้วยเนื้อมะดัน หรือ น้ำมะขามเปียก
หรือ น้ำส้มสายชู) แล้วแต่ชอบ รวมถึง น้ำตาลปี๊บ และ เกลือป่นใช้ทัพพีคนจนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด หากรสชาติออกเปรี้ยว
หวาน เค็ม หอมเครื่อง นั่นแหละ น้ำต้มส้มปลาตะเพียนขั้นตอนสุดท้ายแค่ใส่ ขิงซอย ลงไปต้มด้วยไฟอ่อนสัก 5
นาที แล้วค่อยๆ หย่อน ปลาตะเพียน ลงไปในขณะที่น้ำเดือดต้มต่อไปจนกระทั่งปลาสุกดี ค่อยใส่ต้นหอมลงไปคนให้กระจายตัว
ปิดฝาหม้อทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดไฟได้เลยเรียบร้อยโรงเรียนอาหารไทยกับ ต้มส้มปลาตะเพียน
ที่ครบเครื่องไปด้วยสมุนไพรไทย ตักเสิร์ฟทานกับข้าวสวยร้อนๆรับรองอร่อยเหาะ แถมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์นี่แหละเสน่ห์ของอาหารไทย ใครทำก็อร่อย…

ลพบุรี มีอะไรกว่าที่คุณคิด

แน่นอนว่า หากพูดถึง ลพบุรี อาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนัก แต่จริงๆแล้ว เมืองวานร แห่งนี้
ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดภาคกลางที่น่าสนใจ ที่สำคัญ ด้วยระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพ เพียงแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น
ก็ทำให้ จังหวัดแห่งนี้ เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนช่วงสั้นๆ หรือ ไปกลับ ว่าแต่ ลพบุรี แห่งนี้
มีสถานที่แห่งหนใดน่าไปเชยชมกันบ้าง นี่คือ 3 สถานที่ ที่เราคัดมาเน้นๆ โดยเฉพาะ
เริ่มจาก

ศาลพระกาฬ

โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลพบุรี
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
ภายในประดิษฐานเจ้าพ่อพระกาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปพระนารายณ์ยืน ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง 2 องค์
ขณะเดียวกัน บริเวณรอบๆ ยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชาติ ที่รมรื่น เป็นที่อยู่อาศัยของลิง
จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด ลพบุรี จนถึงทุกวันนี้
ต่อมาเป็น

พระปรางค์สามยอด

โดยสถานที่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแแหล่งทองเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ จังหวัดลพบุรี แต่ยังรวมถึงประเทศไทยด้วย
มีความโดดเด่นในลักษณะทางสถาปัตยกรรมปราสาทเขมร แบบในศิลปะบายน ว่ากันว่า
ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งหากใครเดินทางมา ลพบุรี ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาอย่างยิ่ง
ต่อด้วย

สวนรุกขชาติน้ำตกวังก้านเหลือง

ตั้งอยู่ภายใต้ตำบลท่าดินดำ
แม้ว่าภายในน้ำตกจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่อะไรมากนัก แต่ก็มีความสวยงามพอสมควร ไม่แพ้น้ำตกจากที่อื่นๆ ที่สำคัญ
ยังมีน้ำไหลตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้ทุกฤดูกาล อีกทั้ง
ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รมรื่นแบบสุดๆ อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ เขื่อนป่าสักชลบสิทธิ์ โดยตั้งอยู่ภายในบ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ว่ากันว่า
ที่แห่งนี้เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากประโยบน์สำหรับการใช้กักเก็บน้ำเพื่อในเชิงเกษตรกรแล้ว
สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ธรรมชาติ ที่มีจุดชมวิวริมอ่างเก็บน้ำ และ
ยังมีพิพิธภัณฑ์ ล้วนแต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย แถมยังมี บ้านพักรับรอง และ ลานกางเต็นท์
เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อีกด้วย

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 1

ภูเก็ต ดินแดนสวรรค์ที่ไม่เคยเงียบเหงานอกจากทะเลที่สวยงามติดอันดับโลก
ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกที่เข้ามาเที่ยวชมความงามเมืองภูเก็ตยังเต็มไปวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม
อาหารการกินที่หลากหลายรวมถึงไปสถานที่ท่องเที่ยวที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่น่า
ประทับใจมากมาย ปัจจุบันการเดินทางก็ไม่ใช่เรื่องยากไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟ
ต่อเรือก็สามารถเดินทางมายังเกาะภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย
แต่เมือได้มาเยี่ยมเยือนเมืองภูเก็ตแล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดีนั้น
ลองมาดูสถานที่เหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ

1. ย่านเมืองเก่าตึกแถวโบราณ อาคารชิโน-โปรตุกีส
ด้วยเสน่ห์ของตัวอาคารที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5ตกแต่งด้านหน้าอาคารด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอย่างสวยงาม
มีร้านขายผ้าปาเต๊ะ ผ้าลูกไม้ ร้านกาแฟ โรตีมะตะบะและอีกมากมายให้แวะกันอย่างจุใจ
นอกจากนี้ยังสามารถเดินชมซุ้มโค้งแบบโรมัน บานหน้าต่างช่องแสงลวดลายเรขาคณิตยุคอาร์ตเดโคสุดสวย ฯลฯ
แนะนำให้ลองแวะซอยรมณีย์ที่อดีตเคยเป็นซอยบันเทิง
ซึ่งปัจจุบันถูกตกแต่งด้วยสีสันสวยงามน่าถ่ายรูปสุด ๆ ต่อด้วยอังมอเหลา"
คฤหาสน์แบบนีโอคลาสสิก เรอเนสซองส์ ของตระกูลนายเหมืองเก่า
ปิดท้ายด้วยแวะเก็บภาพที่สถานที่ยอดฮิตอย่าง
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดศูนย์รวมข่าวพรหมเทพและโรงแรมออนออนรับรองว่าคุณจะหลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง

2. พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
ตึกเก่าสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน อดีตโรงเรียนจีนเก่าแก่
ภายในเป็นแหล่งรวมเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตตลาด มีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจทั้งสิ้น 14 ห้อง
โดยแนะนำให้เดินดูตั้งแต่ห้องที่ 1ซึ่งเป็นห้องที่มีวีดิทัศน์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของชาวจีน
ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ จากถิ่นกำเนิดสู่ภูเก็ตสายสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่
สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว สัมมาอาชีพ และภูมิปัญญา อาทิ
การทำเหมืองแร่ สวนยางพารา วัฒนธรรมการกินอยู่ การสร้างบ้าน
เครื่องแต่งกาย ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์
ตลอดจนศึกษาแบบอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ
รวมไปถึงประวัติโรงเรียนและครูใหญ่คนสำคัญ

3. บ้านชินประชา
เป็นบ้านเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีอายุกว่า 100 ปี
ซึ่งสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของตระกูลตัณฑวณิช
โดยเจ้าของได้อนุรักษ์ตัวอาคารและเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่าง ๆภายในบ้านไว้เป็นอย่างดี
เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเก็ต
ผ่านการใช้ชีวิตของชาวภูเก็ตในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา
ลักษณะของบ้านมีความโดดเด่นตรงที่เป็นบ้านสองชั้น
ประตูบ้านลงรักปิดทอง มีอักษรจีน มีหน้าต่างไม้หลายบานภายในบ้านเย็นสบายอากาศถ่ายเทสะดวก
เนื่องจากตรงกลางบ้านเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ อีกทั้งยังมีสระน้ำเล็ก ๆอยู่กลางบ้านเป็นมุมที่น่าสนใจไม่น้อย
ในส่วนของพื้นบ้านก็ถูกปูด้วยกระเบื้องจากอิตาลีลวดลายสวยงามสุด ๆ
นอกจากนี้ยังมีบันไดไม้ลวดลายสวยงาม
เครื่องเรือนส่วนใหญ่ก็เป็นไม้ฝังมุกนำเข้าจากเมืองจีน อีกทั้งยังมีเครื่องใช้
เครื่องครัวโบราณ ภาพถ่าย
และภาพวาดในอดีตที่สวยงามมากมายที่รอให้คุณมาสัมผัส
ส่วนท่านใดที่สนใจแต่งกายแบบคนภูเก็ตสมัยก่อนที่เรียกว่า
การแต่งกายแบบบาบ๋า ย่าหยาที่นี่เขาก็มีให้ลองใส่ด้วยนะจ๊ะ เก๋สุดๆ…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ม้าฮ่อ

ม้าฮ่อ เป็นเมนูอาหารว่างไทยโบราณ จะเรียกว่าขนมก็ได้
กินแกล้มผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด นิยมทำในเทศกาลงานบุญ
และเป็นอาหารในพิธีต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
โดยเฉพาะชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญแล้ว “ม้าฮ่อ” คืออะไรกันแน่
กล่าวคือเป็นเมนูที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำโรยด้วยไส้คล้ายกับสาคูไส้หมู
ซึ่งไส้ที่ว่าเปรียบเสมือนพริกเกลือในปัจจุบันถือเป็นศิลปะการสร้างสรรค์อาหารอย่างหนึ่งที่ไทยเรามีมาตั้งแต่โบราณ
การทำพริกเกลือม้าฮ่อ
จะยุ่งยากกว่าการทำพริกเกลือธรรมดา
ซึ่งถ้าใครทำไส้สาคูไส้หมูได้ จะทำพริกเกลือม้าฮ่อได้เหมือนกัน
เพียงแต่ ม้าฮ่อ จะไม่ใส่หัวผักกาดแห้ง ส่วนประกอบสำคัญได้แก่
หมูสับ กุ้งสับ ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง ผัดกับเครื่องเทศ ปรุงรสหวานเค็ม
วิธีการปรุงก็กวนส่วนผสมรวมกันให้เหนียว
จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม แล้วนำไปวางไว้บนชิ้น สับปะรด หรือ ส้มโอ ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
แต่หากนำพริกเกลือแบบนี้ไปยัดใส่ส้มผ่าซีก จะเรียกชื่อใหม่ว่า“มังกรคาบแก้ว”
ส่วนสูตรสำเร็จในการทำ ม้าฮ่อ แบบโบราณ
เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบ ประกอบด้วย เนื้อหมูสับ ครึ่งถ้วย, กุ้งสดสับ
ครึ่งถ้วย, พริกไทย กระเทียม รากผักชี โขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ, ถั่วลิสงซอยบาง 1/4ถ้วย,
พริกแดงหั่นฝอย 1 เม็ด, ผักชีเด็ดใบ 2 ช้องโต๊ะ,
น้ำมันสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ และ สับปะรดหรือส้มโอ 1 ผล
ขณะที่วิธีปรุง ม้าฮ่อ เริ่มจากตั้งกระทะไฟกลางใส่น้ำมันให้ร้อน เจียวกระเทียม พริกไทย รากผักชี
ที่โขลกไว้ให้หอม จึงใส่หมูกุ้งสับลงยีให้กระจายพอสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ชิมให้รสจัด จึงใส่ถั่วซอยบางๆ
รสต้องเค็มนำตามด้วยหวาน ตักใส่จาน ทิ้งไว้ให้เย็น
จากนั้นหันมาหั่น สับปะรด หรือ ส้มโอ ขนาดกว้าง 1 1/2 นิ้ว
หนา 1 เซนติเมตร หรือจะตัดเป็นรูปต่างๆ ก็ได้ ใช้ในกรณีพิเศษ
ยามเวลามีแขกมาเยือนที่บ้านจะได้ดูสวย มีศิลปะ
แล้วตักไส้ใส่บนสับปะรด แต่งด้วยผักชีและพริกแดงทุกชิ้น
ถือเป็นอันเสร็จสิ้นเมนู ม้าฮ่อ
โดย ใส้ม้าฮ่อ ที่ผัดไว้แล้ว
ปัจจุบันเราสามารถนำใส่ตู้เย็นแช่เก็บไว้ได้ ถ้าไม่ใส่บนสับปะรด
ก็จะใส่ในส้มเขียวหวานที่มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
โดยจะแกะส้มเป็นกลีบแล้วผ่ากลางเอาเมล็ดออก
จากนั้นนำไส้ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ตรงกลาง เรียกอีกชื่อว่า มังกรคาบแก้ว
สรุปแล้ว “ม้าฮ่อ”
เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่แสดงถึงความชาญฉลาดและช่างคิด
ช่างทำของคนโบราณ
เมื่อเจอผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่สามารถกินเปล่าๆ ได้ จะทิ้งก็เสียดาย
เลยทำไส้ที่กินคู่กันได้ ทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ผลไม้เปรี้ยว
ไส้มีรสเค็มหวาน เข้ากันได้ดีเหลือเชื่อ…

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ฤดูฝนสำหรับคนโสด อาจเป็นฤดูที่เงียบเหงา เหตุเพราะไม่ใคร่ที่จะมีผู้คนสัญจรออกมานอกบ้าน เมื่อต้องอยู่ลำพังคนเดียว ความเหงาจากปกติที่เลเวล 1 จะพุ่งพรวดอย่างรวดเร็วจนแตะระดับเลเวล 99 ในบางเวลา จนบางคนต้องออกมาคร่ำครวญกันเลยทีเดียว

แต่บางครั้งฤดูฝนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ใครหลายคนนึกฝัน เพราะหนึ่งในสิ่งที่มากับฝนคือ น้ำ อันเปรียบเสมือนยารักษาหัวใจที่ช่วยให้ชีวิตกลับมาสดชื่นเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เหมือนดั่งเช่นกิจกรรมแสนสนุกที่ แก่งหินเพิง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

กิจกรรมที่ว่าคือ “ล่องแก่ง” กิจกรรมยอดฮิตประจำแก่งหินเผิง ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยว จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลที่พี่น้องชาวไทยแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะเหล่าผู้มีใจรักในการผจญภัย

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า แก่งหินเพิง คือ แก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำสายใหญ่ในเขต อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจะสวยงามมากที่สุดยามน้ำหลาก ช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม

ฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวยัง แก่งหินเพิง ซึ่งปัจจุบันการล่องแก่งที่ แก่งหินเพิง กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีไปแล้ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายแห่งให้บริการล่องแก่งหินเพิง ซึ่งการันตีได้ด้วยประสบการณ์คุณภาพของอุปกรณ์และการควบคุมความปลอดภัย คุณจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอันตรายจากการล่องแก่ง แถมยังได้รับประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจชนิดไม่รู้ลืม

ส่วนเส้นทางในการล่องแก่งหินเพิง จะมีระยะทางบนสายน้ำเชี่ยวกรากประมาณ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาผจญภัยอยู่บนสายน้ำทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มต้นที่ “แก่งหินเพิง” เป็นจุดแรก มีระยะทางประมาณ 200 เมตร ให้เอาตัวรอดจากวังน้ำวน

หลังจากนั้นคุณจะพบกับ “แก่งผักหนามล้อม” วังน้ำวนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทักษะในการบังคับเรือไปตามทางน้ำ ก่อนจะพักเบรคช่วงสั้นกับ “แก่งวังยาว” ที่สภาพน้ำค่อนข้างนิ่ง แล้วจึงเผชิญหน้ากับความท้าทายอีกครั้งที่ “แก่งลูกเสือ” และ “แก่งวังบอน” ที่มีน้ำตกเล็กๆ ให้ได้ลุ้น

ซึ่งเส้นทางต่อจาก “แก่งวังบอน” เรื่อยไปจนถึง “แก่งวังไทร” จะเต็มไปความฤชหฤโหด เพราะมีระดับความลาดชันถึง 30 องศา จากนั้นจบทริปด้วย “แก่งงูเห่า” ที่หากมาในช่วงน้ำมากก็จะท่วมหินจนกลายเป็นเหมือนล่องแพยางธรรมดา

โดยนอกเหนือจากการล่องแก่งแล้ว “แก่งหินเพิง” ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ไว้ต้อนรับนักผจญภัยหัวใจสยามอีกเพียบ ไล่ตั้งแต่การเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ไปจนถึงการขี่จักรยานศึกษาระบบนิเวศของเขาใหญ่อย่างใกล้ชิด

แถมการเดินทางจากกรุงเทพก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด เพียงขับรถขึ้นเหนือมุ่งหน้าผ่านจังหวัดปทุมธานีและนครนายก เพื่อเข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี แล้วมุ่งตรงเข้าสู่แก่งหินเพิง รวมแล้วใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง กับระยะทางแค่ 213 กิโลเมตร

99999999999999999999…

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

 

เที่ยวไหนดีที่นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้าน คู่เมือง นครศรีธรรมราช และเป็นสถานที่แรกที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางไปยังนครศรีธรรมราช ควรเดินทางไปกราบสักการะ พระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งภายในเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนี้ภายในยังมีพระประธาน พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีการสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรก ราวปี พ.ศ. 854

หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลาน เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า บ้านขุนน้ำคีรีวง เนื่องจากอยู่ใกล้กับต้นน้ำ  เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย    หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยหุบเขาสูงใหญ่ และมีสายน้ำตัดผ่านตรงกลางซึ่งเป็นบรรยากาศที่สวยงามมาก  มนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้ นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงใหลที่นี่คือวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติ หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่ เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านที่นี่มีความน่ารักมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายสงบสุข ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มากทำให้รู้สึกว่าชาวบ้านในที่แห่งนี้อยู่ด้วยกันแบบเครือญาติกันหมด อาชีพหลักของชาวบ้านคีรีวง คือ การทำกสิกรรม การทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน เรียกว่า “สวนสมรม” แล้วนำมาแปรรูป จัดว่าเป็นสินค้าโอท็อปเรื่องชื่อเลยทีเดียว ส่วนผลไม้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ปลูกก็จะมีผลไม้จำพวก มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ส่วนอื่นๆที่เป็นสินค้าโอท็อปชื่อดังของที่นี้ก็จะมี กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มทำไวน์ และ กลุ่มทุเรียนกวน ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 327 ชนิด เช่น สมเสร็จ เลียงผา ลิงกัง ลิงเสน ค่างดำ ค่างแว่นถิ่นใต้ ชะนีธรรมดา เสือลายเมฆ เสือดำ เสือโคร่ง หมีหมา เก้ง กวางป่า เม่นหางพวง สัตว์จำพวกนก เช่น นกอินทรีดำ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ป่า นกเขาเปล้าธรรมดา นกหว้า นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกกก นกชนหิน นกโพระดกหลากสี นกพญาปากกว้างท้องแดง และนกกินปลี ฯลฯ รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย หากใครที่ไปเที่ยวคงต้องระวังตัวกันด้วยขึ้นชื่อว่าเดินป่าแล้วทุกคนย่อมต้องมีการระวังตัวกันเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง บอกตรงๆเลยว่าที่เที่ยวเยอะมาก คอเดินป่าไม่ควรพลาด เพราะยังมีอะไรอีกมากมายที่คุณควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง ต่อให้เล่าก็เล่าไม่หมดแน่นอนว่ามีอะไรบ้าง ณ ตรงนี้ เพราะมันเยอะจริงๆ แถมไม่ว่าจะฤดูกาลไหนคุณก็สามารถไปเที่ยวได้…