มาถนอมอาหารกันเถอะ วันนี้เสนอวิธีทำกล้วยฉาบ

มาถนอมอาหารกันเถอะ วันนี้เสนอวิธีทำกล้วยฉาบ

กล้วยฉาบหลากหลานรส ไม่ว่าจะเป็น รสหวาน รสเค็ม รสเนยการทำกล้วยฉาบ

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกกล้วยน้ำหว้าดิบ ด้วยมีดปอกเปลือก (มีดคู่)
2. นำกล้วยที่ปอกเปลือกให้หมดทั้งหวี ล้าง
และแช่ไว้ในน้ำสะอาดที่ผสมเกลือเล็กน้อย (เพื่อไม่ให้กล้วยมีสีดำ) ตั้งพักไว้
3. ฝานกล้วยดิบเป็นแผ่นบาง ๆ ตาม ความยาวของผล ด้วยมีดคู่
แล้วนำกล้วยที่ฝานแล้วตากแดดเพื่อให้สามารถหยิบกล้วยได้ง่ายกล้วยจะไม่ติดกัน
4. ตั้งกระทะให้ร้อนเติมน้ำมันพืชลงในกระทะ เมื่อน้ำมันร้อนพอดี
มีควันลอยบ้างบางๆ ใส่กล้วยตามข้อ 3 ลงทอดในน้ำมันทันที
เมื่อกล้วยลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำมัน ให้หมั่นคนและ พลิกชิ้นกล้วยกลับให้ถูกน้ำมัน
เพื่อความร้อนสม่ำเสมอทั่วกันทุกชิ้น จนเหลืองดีแล้ว
ตักขึ้นใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำมัน ทำจนกระทั่งเสร็จ
สุกแล้วตักขึ้นใส่ตะแกรงเด็ดน้ำมัน ใส่ภาชนะที่สะอาดแล้ววางไว้ให้เย็น
5. แบ่งกล้วยที่ทอดแล้ว 3 ส่วน เพื่อทำกล้วยฉาบ รสหวาน รสเค็ม รสเนย

วิธีการทำกล้วยฉาบรสหวาน
1.นำกล้วยที่ฉาบแล้วมา 1 ส่วน
2.น้ำมันพืชสำหรับทอด 4 ถ้วยตวง
3.น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง
4.น้ำ 4 ถ้วยตวง
5.ใช้กระทะที่สะอาด ตั้งไฟเบาๆ ใส่น้ำตาล น้ำ ลงในกระทะนั้น
ต้มจนน้ำตาลละลาย และเคี่ยวต่ออีกครู่ จนน้ำตาลเหนียวเป็นเส้น
เมื่อใช้ช้อนจุ่มลงในน้ำเชื่อม แล้วยกช้อนขึ้น น้ำเชื่อมจะยืดตามมีดเป็นเส้น
6. ใส่กล้วยที่ทอดไว้ ลงในกระทะน้ำเชื่อมทันทีที่ยกลงจากเตา เคล้าเบา ๆ
ให้น้ำเชื่อมจับชิ้นกล้วยให้ทั่วถึง7. พักไว้จนเย็นสนิทและน้ำเชื่อมแห้งสนิทด้วย
จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุง

วิธีการทำกล้วยฉาบรสเค็ม
1. นำกระทะตั้งไฟร้อนกลาง ๆ ใส่น้ำ และเกลือ ลงในกระทะนั้น ต้มจนเกลือละลาย
และเคี่ยวต่ออีกครู่
2.นำกล้วยฉาบที่ฉาบแล้วใส่ลงไปในกะทะแล้วยกกะทะลงจากเตาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. นำมาพักไว้ในภาชนะจนเย็นสนิท จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุง

กล้วยฉาบรสเนย
1. นำกระทะตั้งไฟร้อนกลาง ๆ ใส่เนย ๑ ทัพพีลงในกระทะ จนเนยละลาย
2.นำกล้วยฉาบที่ฉาบแล้วใส่ลงไปในกะทะแล้วยกกะทะลงจากเตาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. นำมาพักไว้ในภาชนะจนเย็นสนิท จึงเก็บใส่ขวดโหล หรือภาชนะฝาปิดสนิท
เพื่อป้องกันลมเข้ารับประทานกันในครอบครัว หรือจะทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็จะแพ็คใส่ถุงหรือกล่อง…

3 แหล่งที่เที่ยวธรรมชาติของไต้หวันที่ต้องไปเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้ได้สักครั้ง

3 แหล่งที่เที่ยวธรรมชาติของไต้หวันที่ต้องไปเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้ได้สักครั้ง

ไต้หวันนอกจากจะเต็มไปด้วยแหล่งช็อปปิ้งแหล่งของกินรวมไปถึงที่เที่ยวที่มีเรื่องราวในหน้าประวัติศาส
ตร์ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่จะทำให้ผู้คนหลงใหล
และรักไต้หวันมากขึ้นดังเช่น 3 ที่เที่ยวธรรมชาติที่เราได้นำมาฝากกัน
เกาะเผิงหู
เริ่มกันที่แรกกับเกาะเผิงหูแน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเกาะก็ต้องนึกถึงทะเล
ซึ่งทะเลที่นี่จัดได้ว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามไม่แพ้ที่ใดเลยทีเดียวน้ำมีความใสน่าเล่น
แต่ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือมีแนวหินรูปหัวใจเรียกกันอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะเผิงหูที่ไม่ว่าใครมาก็ต้อง
ขอมาถ่ายรูปบริเวณนี้กันทั้งนั้น
สำหรับเกาะเผิงหูตั้งอยู่ในแถบหมูเกาะช่องแคบของไต้หวันในเมืองหนานโถวซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างไต้
หวัน และประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งที่แห่งนี้มีเกาะน้อยใหญ่มากมายรวมแล้วมากถึง 100
เกาะเลยทีเดียวส่วนหาดทรายก็มีทรายสีขาวดูสะอาดตาไม่น้อยเลยทีเดียวแถมยังมีจุดให้นักท่องเที่ยวขึ้น
ไปชมวิวอีกหลายจุดทำให้มันกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวนั่นเอง
อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ
มาต่อกันที่ อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ
ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอีกที่หนึ่งที่ใครไปก็ไม่ควรพลาดจะแวะไปเยี่ยมเยียนสำหรับ
อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ นั้นถือเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวันเลยทีเดียว
โดยมัยตั้งอยู่ในเมืองฮัวเหลียนอันเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด และสัตว์ป่าหลกหลายพันธุ์
โดยถือเป็นอุทยานที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากแถมยังมีน้ำตกที่กลายเป็นแลนมาร์คสำคัญของที่นี่
และช่วยให้ดููสวยงามมากขึ้นอีกด้วย โดยน้ำตกจะตกลลมาจากหน้าผาหน้าศาลเจ้า Changchun
ซึ่งถือเป็นสถานที่กราบไหว้บูชาของที่นี่ และทำให้วิวดูกับกำลังอยู่ในนิยายจีนเลยทีเดียว
ชายทะเลเหลาเหมย
มาต่อกันที่สุดท้ายกับ ชายทะเลเหลาเหมย
หากจะบอกว่าถานที่แห่งนี้เหมือนสถานที่ในเทพนิยายโบราณก็ว่าได้
เพราะเต็มไปด้วยธรรมชาติที่ให้ความสวยงามอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว
สำหรับชายทะเลเหลาเหมยอยู่ใกล้กับเมืองไทเปมีกลุ่มของโขดหินมากมายรายล้อมอยู่
และเป็นหินที่มีรูปร่างประหลาดดูเผินๆค่อนข้างคล้ายลักษณะของงูที่กำลังเลื้อยลงทะเลอันเกิดจากการเป
ลี่ยนแปลงธรรมชาติที่สะสมมานานนับพันๆปีนั่นเอง
โดยถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของหิน
และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนรักธรรมชาติที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง…

VT แหนมเนืองจากหนองคายสู่การขยายอาณาจักรทั่วประเทศ

VT แหนมเนืองจากหนองคายสู่การขยายอาณาจักรทั่วประเทศ

เดิมที คุณพ่อตวน แซ่โฮ และคุณแม่วี แซ่เรือง
เป็นชาวเวียดนามอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้ามาอาศัยอยู่ที่จ.หนองคายคุณพ่อ
เป็นลูกจ้างร้านทองคุณแม่รับจ้างหาบน้ำ
ขึ้นมาจกแม่น้ำโขงส่งขายตามบ้านท่านมีบุตรด้วยกัน8คนเป็นชาย3คนหญิง5คนทั้ง
สองท่านได้ต่อสู้ชีวิตด้วยความลำบาก จนกระทั่งลูกๆได้เริ่มโตขึ้นรายได้เริ่ม
ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ด้วยความขัดสนจึงคิดเปลี่ยนอาชีพใหม่
โดยคุณแแม่ได้ใช้วิชาทำอาหารเวียดนามที่เคยร่ำเรียนมาจากคุณยาย
บวกกับท่านมีรสมือในการประกอบอาหาร
จึงตัดสินใจทำอาหารเวียดนามจัดใส่สาแหรกหาบขายตามละแวกบ้าน
ด้วยความมานะอดทนหมั่น เก็บเล็กผสมน้อย เดินหาบขายเป็นเวลากว่า 10 ปี
ประมาณปี 2511 คุณพ่อตวนและคุณแม่วีจึงเก็บรวมเงินมาเช่าอาคารพาณิชย์ 1
คูหา ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน แดง แหนมเนืองในปัจุบัน กิจการในระยะแรกกนั้น
ยังคงทำกันแบบครอบครัว ลูกๆช่วยกันเตรียมของขาย ไม่ว่าจะเป็นการทำหมู
ล้างผัก หั่นเครื่อง จัดเสิร์ฟ บริการลูกค้า ลูกๆทุกคนช่วยกันทำ ตามหน้าที่
(ปัจจุบันกิจการของคุณพ่อและคุณแม่ได้เปิดดำเนินกิจการมากว่า 35 ปีแล้ว)
ในปี พ.ศ. 2529 คุณแม่ป่วยด้วยโรคหัวใจ
ไม่สามารถทำงานหนักได้จึงให้ลูกๆดำเนินกิจการแทน ในวันที่ 9 พ.ย. พ.ศ.2540
คุณทอง ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองและคุณติ๊กน้องสาว ได้หาทำเลที่จังหวัดอุดรธานี
เพื่อเปิดร้านแหนมเนือง โดยใช้ชื่อว่า VT แหนมเนือง ที่มาของชื่อร้าน วี(V)
มาจากชื่อคุณแม่วี และ ที (T) มาจากชื่อคุณพ่อตวน ซึ่งท่านเป็นหัว
เรื่อใหญ่ในการจัดหาวัตถุดิบส่งให้ทางร้าน
โดยมีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดหนองคาย วัตถุดิบต่างๆนี้ จะทำการจัดส่งให้
กับทางร้านทุกวัน ร้าน VT แหนมเนืองตั้งขึ้นแต่เดิมมี 3 คูหา
ดำเนินกิจการมาจวบจนปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า10ปีด้วยลูกค้าที่มาทานที่ร้าน
หรือซื้อเป็นของฝากบอกต่อกันทำให้ทางร้าน มีกิจการที่ดีขึ้น เรื่อยๆ
จนต้องขยายร้านออกไปอีก เพื่อ รองรับลูกค้า ทางร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่
6.00 – 20.30 น. และยังจัดเลี้ยงกรุ๊ปทัวร์ รับจัดส่งสินค้าออกต่างจังหวัด…

3 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งจีน

3 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งจีน

แน่นอนว่า จีน เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจเบอร์ต้นๆของโลก
พวกเขาประสบความสำเร็จมากมายในหลายหลายแง่ ที่สำคัญ ยังมีประชากรมากที่สุดในโลก ท่ามกลางข้อมูลดังกล่าว
ยิ่งแสดงให้เห็นว่า จีน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ดังนั้นวันนี้ เราจะพามารู้จักกับ 3 สถานที่ท่องแห่ง
แดนมังกร ที่ครั้งหนึ่งคุณต้องไป
เริ่มจาก The Great Wall หรือรู้จักกันในชื่อ กำแพงเมืองจีน เป็นสถานที่ ที่เชื่อว่าคนทั่วโลกต้องรู้จัก
เพราะนอกจากเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ยังมีอะไรที่น่าค้นหา โดยจุดเด่นของที่นี่ เป็นกำแพง
ที่มีความยาวถึง 6,350 กิโลเมตร ก่อนสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ในสมัยของ จิ๋นซีฮ่องเต้
ซึ่งถือเป็นจักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติจีน โดยจุดประสงค์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันชนเผ่าทางตอนเหนือ
ที่อาจเข้ามารุกรายในสมัยนั้น ที่สำคัญ ที่นี่ ยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย
ต่อมาเป็น Karst Mountains ที่ตั้งอยู่ในเมืองหยาวโจว โดยจุดเด่นของที่นี่
จะมีภูเขาที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากในประเทศจีน รวมถึงระดับนานาชาติ อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ที่สวยที่สุดแห่งนี้
ที่สำคัญ หากมาที่นี่ ยังสามารถมองเห็น หยางโจว เขตเทศบาลเล็กๆ บริเวณชานเมือง กุ้ยหลิน
ที่ถือเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางซี ได้อีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ พระราชวังโปตาลา เป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดและอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยตั้งอยู่ ณ
กรุงลาซา บริเวณเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งปราสาทแห่งนี้มีลักษณะของวันซ้อนวัง สร้างเสร็จในปี 1648 ปัจจุบัน
กลายเป็น พิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวโปตาลา
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากที่เรายกตัวอย่างมาแล้วนั้น เรามั่นใจว่า ประเทศจีน ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
ที่รอให้ทุกคนไปค้นหาอยู่…

“เกาะรอก” สวรรค์บนน้ำที่ไม่ว่าใครก็หลงไหล

“เกาะรอก” สวรรค์บนน้ำที่ไม่ว่าใครก็หลงไหล

“เกาะรอก” สามารถเชื่อมต่อทะเลตรัง สังเกตได้ง่ายๆ ลักษณะเป็นสองเกาะเล็กๆ ตั้งคู่กัน และเป็นเกาะที่มีหาดทราย
ยาวมากๆ เม็ดทราย ละเอียดนุ่มนวลทันทีที่สัมผัส
บรรยากาศการท่องเที่ยวของเกาะรอก เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ชื่นชอบการค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่สวยงาม เงียบสงบ เรียบง่าย
หาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลตื้นและใสมากแนวปะการังที่อุดมไปด้วยดอกไม้ทะเลเป็นถิ่นอาศัย ของปลาการ์ตูนส้มเหลืองสี
สดใสที่ทุกคนชื่นชอบที่จุดชมทิวทัศน์ เกาะรอก นอกจะเห็นภาพของอ่าวโค้งคล้ายเกือกม้า สองด้านของอ่าว เป็นผาหินสูง
ชันเห็นทิวทัศน์ของเกาะรอกนอกและเกาะรอกในและ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่ง
จุดเด่นของหมู่เกาะรอก คือแนวปะการังรอบเกาะและตามร่องน้ำ ส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อน
มีดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูนอาศัยอยู่ มากมาย บริเวณที่ลึกยังพบปะการังอ่อน แต่มีจำนวนไม่มากนัก
เกาะรอกจึงเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น ปะการัง ด้านตะวันออกของเกาะเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์
ทั้งปะการัง เขากวาง ปะการังสมอง ปะการังแผ่น ดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูน หลากสีสัน นอกจากนี้ยังมีรายงาน การพบ
ฉลามวาฬบริเวณหินม่วง หินแดง น่านน้ำบริเวณรอบนอกของเกาะรอก อยู่บ่อยครั้ง
ทำให้นักดำน้ำใฝ่ฝันที่จะมาสัมผัสอย่างใกล้ชิด
จุดดำน้ำที่สำคัญของเกาะรอกอยู่ที่ชายหาดด้านหน้าเกาะรอกนอกและบนเกาะรอกใน บริเวณ
ร่องน้ำระหว่างเกาะยาวไปตลอดจนถึงทะเลหน้าหาดศาลเจ้า สองแห่งนี้เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่สวยงาม

นอกจากนี้ใน ยามเย็นยังสามารถชมความงามของแสงสุดท้ายของวันได้ที่บริเวณอ่าวหาดหินงาม ส่วนภาพอาทิตย์ขึ้นนั้น
เพียงคุณตื่นเช้าสักนิด ก็จะพบกับแสงแรกของวันที่บริเวณหน้าเต็นท์กันเลยทีเดียว…

4 สถานที่เที่ยวเมืองปายที่จะทำให้คุณหลงรักปายมากขึ้น

4 สถานที่เที่ยวเมืองปายที่จะทำให้คุณหลงรักปายมากขึ้น

 

ปาย ชื่อนี้หลายคนคงนึกถึงเมืองถึงฤดูหนาวที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเมืองเหนือ ซึ่งที่นี่จะทำให้คุณมีความสุขกับธรรมชาติ และบรรยากาศของหน้าหนาวอย่างแน่นอน เราจึงขอแนะนำ 5 สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดหากคุณไปไปเยือนปาย

  1. กองแลน ปาย แคนยอน

สำหรับสถานที่แห่งนี้จริงๆต้องบอกว่ามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัแพะเมืองผี โดยมันตั้งอยู่ในเขตบ้านร้องเหย่ง ซึ่งอยูห่างจากอำเภอ 7 กิโลเมตร โดยการเดินทางไปที่นี่เราสามารถที่จะวิ่งรถจากถนนหลวง 1095 ตรงยาวถึงหลักกิโลเมตร 88 จะตั้งอยู่ขวามือ โดยเมื่อถึงแล้วจะต้องเดินบุกป่าฝ่าดงเป็นระยะทางกว่า 800 เมตร กว่าจะถึง สำหรับลักษณะของกองแลนนั้นเป็นดินที่ถูกกัดเซาะจนเป็นร่องเป็นหลุมบ่อต่างๆมีความกว้างถึง 5 ไร่ และเหมาะที่จะมาท่องเที่ยได้ในทุกเทศกาลอีกด้วย และด้วยลักษณะนี้จึงทำให้มันได้ชื่อว่า ปาย แคนยอยนั่นเอง

2.โป่งน้ำร้อนไทรงาม

โป่งน้ำร้อนไทรงาม

นั้นคือแก่งน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีลักษณะที่เหมือนน้ำตกขนาดย่อมๆน้ำมีสีที่ใสน่าเล่นอีกทั้งความร้อนนั้นมีอุณหภูมิที่ระดับที่คนสามารถลงไปแช่ได้อย่างสบายๆ โดยมันถูกตั้งอยู่ห่างจากแม่ฮ่องสอนประมาณ 12 กิโลเมตร และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ

  1. สะพานประวัติศาสตร์ ปาย

สะพานประวัติศาสตร์ ปาย

ต้องบอกว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองปายไปแล้ว โดยเป็นสะพานที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุเหล็กทั้งดุ้น ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองโดยใช้ทหารญี่ปุ่นมาเป็นแรงงานก่อสร้างด้วยความเก่าแก่ที่มีอายุเกือบหลักร้อยปีทำให้มีความเก่าแก่ และให้อารมณ์วินเทจสำหรับผู้ที่มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ และเป็นอีกจุดหนึ่งที่คนรักการถ่ายภาพไม่ควรพลาดที่จะมาเยือน

  1. Love Strawberry

Love Strawberry แค่ชื่อก็พอจะทำให้หลายคนฟินอย่างแน่นอน เพราะที่นี่มีสตอร์เบอรี่ปลอดสารพิษให้เราได้ทานกัน นอกจากนี้ยังมีสตอร์เบอรรี่ลูกยักษ์ให้คุณได้ตื่นตากับความใหญ่ของมัน และได้ถ่ายรูปสวยๆเก็บไปอวดเพื่อนได้อีกด้วย ซึ่งไฮไลท์สำคัญแน่นอนว่าเป็นการได้ลองกินผลสตอร์เยอรี่แบบสดๆเด็ดจากต้นที่จะมีความชุ่มชื้น และมีความหวานหอมอร่อยมากกว่าตามที่ขายตลาดผลไในั่นเพราะมันมีความสดมากๆนั่นเองนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้สายแอดเวอร์เจอร์ได้มันส์ไปกับการแข่งรถเอทีวีรวมไปถึงการโหนสลิงที่เป็นเครื่องเล่นที่เปิดบริการให้เราได้เปิดประสบการณ์ความเสียวที่มันจะเหวี่ยงคุณลอยอยู่ในอากาศอีกด้วย

  1. ม่อนหยุนไหล

ม่อนหยุนไหล ชื่อเหมือนจีนไปสักหน่อย แต่ที่นี่คือจุดชมวิวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นานมานี้ และทำให้คุณได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบายมีทะเลหมอกยามเช้าให้ได้ชมรวมถึงมีศาลาให้เราได้นั่งชมวิวสบายๆอีกด้วย…

4 ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาดหากได้ไปเยือน

4 ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาดหากได้ไปเยือน

 

ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกทีสำหรับปี 2018 อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะถึงเวลาที่คนไทยจะได้สัมผัสอากาศเย็นๆอีกครั้ง แน่นอนว่าสถานที่ที่หลายคนอยากไปคงหนีไม่พ้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมไปแล้วเมื่อถึงฤดูหนาว เพราะเชียงใหม่ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่สวยงามมีเอกลักษณ์อาหารการกินอร่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นเมืองแถมได้ดื่มด่ำท่ามกลางอากาศเย็นย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรักได้ไม่ยาก เราจึงอยากจะขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของเชียงใหม่ที่เมื่อไปเยือนแล้วต้องไม่ควรพลาดที่จะแวะไป

 

พระบรมธาตุดอยสุเทพ

จะว่าไปแล้วด้วยวิถีชาวพุทธของคนไทยมักนิยมกราบไว้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอไม่ว่าจะไปเที่ยวในจังหวัดใดก็ตาม ซึ่งเชียงใหม่เองก็มี พระบรมธาตุดอยสุเทพ อันเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ที่ใครมาก็ต้องแวะมากราบไหว้ที่นี่ สำหรับ พระบรมธาตุดอยสุเทพ นั้นตั้งอยู่สูงจากระดับของน้ำทะเล 1,000 เมตร อันเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารริกธาตุเพื่อให้ผู้คนได้กราบไว้บูชาเสริมความเป็นศิริมงคลในชีวิต

 

ดอยอ่างขาง

เมื่อเที่ยวเมืองเหนือจะไม่ขึ้นไปสัมผัสอากาศบนดอยก็กระไรอยู่ เชียงใหม่ นั้นเป็นจังหวัดที่มีดอยมากมาย แต่หนึ่งในดอยที่มีชื่อที่สุดคงหนีไม่พ้นดอยอ่างขางที่ตั้งอยู่ติดกับแดนลาว ก่อนหน้านี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นเพียงเขตชุมชนของชาวบ้านที่นิยมการปลูกฝิ่นก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชดำรัสให้เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นเป็นพื้นที่ทำเกษตรแทนส่งผลให้ประชาชนหันมาทำการเกษตรมากขึ้น นอกจกานี้บนดอยยังมีแหล่งวิจัยผลไม้ และมีผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านเปิดวางจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได่ซื้ออีกด้วย

 

สวนสัตว์เชียงใหม่

นี่คือหนึ่งในสวนสัตว์ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย และเป็นแหล่งที่เที่ยสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่มีผู้คนนิยมมาท่องเที่ยวมากมาย โดยมีเปิดบริการทั้งกลางวัน แะลกลางคืน ซึ่งมีป่าพืชพรรณรวมถึงสัตตว์นานาชนิดคอยต้อนรับ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีสัตว์มากถึง 2,000 ชนิดเลยทีเดียวจัดว่าเป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยอีกด้วย และพระเอกของที่นี่ก็คือเจ้าหมีแพนด้า ที่ต่างมีผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก

 

ถนนคนเดินท่าแพ

หากใครเบื่อการเดินเที่ยวเฉยๆอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาช็อปปิ้งที่ เชียงใหม่ ก็มีแหล่งให้เดินช้อปชิมชิลมากมาย และหนึ่งในนั้นคือถนนคนเดินท่าแพหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวสุดฮิตของเชียงใหม่ โดยตลาดแห่งนี้จะเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ มีสินค้ามากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินของ OTOP งานผลิตแฮนเมดต่างๆก็รวมอยู่ที่นี่ทำให้กลายเป็นไนท์บาร์ซาที่มีความคึกคักอย่างมากแห่งหนึ่งเลยที้เดียว

 …

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ล่องแก่งสุดฟินที่หินเพิง

ฤดูฝนสำหรับคนโสด อาจเป็นฤดูที่เงียบเหงา เหตุเพราะไม่ใคร่ที่จะมีผู้คนสัญจรออกมานอกบ้าน เมื่อต้องอยู่ลำพังคนเดียว ความเหงาจากปกติที่เลเวล 1 จะพุ่งพรวดอย่างรวดเร็วจนแตะระดับเลเวล 99 ในบางเวลา จนบางคนต้องออกมาคร่ำครวญกันเลยทีเดียว

แต่บางครั้งฤดูฝนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ใครหลายคนนึกฝัน เพราะหนึ่งในสิ่งที่มากับฝนคือ น้ำ อันเปรียบเสมือนยารักษาหัวใจที่ช่วยให้ชีวิตกลับมาสดชื่นเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เหมือนดั่งเช่นกิจกรรมแสนสนุกที่ แก่งหินเพิง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

กิจกรรมที่ว่าคือ “ล่องแก่ง” กิจกรรมยอดฮิตประจำแก่งหินเผิง ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยว จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลที่พี่น้องชาวไทยแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะเหล่าผู้มีใจรักในการผจญภัย

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า แก่งหินเพิง คือ แก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำสายใหญ่ในเขต อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจะสวยงามมากที่สุดยามน้ำหลาก ช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม

ฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวยัง แก่งหินเพิง ซึ่งปัจจุบันการล่องแก่งที่ แก่งหินเพิง กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีไปแล้ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายแห่งให้บริการล่องแก่งหินเพิง ซึ่งการันตีได้ด้วยประสบการณ์คุณภาพของอุปกรณ์และการควบคุมความปลอดภัย คุณจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอันตรายจากการล่องแก่ง แถมยังได้รับประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจชนิดไม่รู้ลืม

ส่วนเส้นทางในการล่องแก่งหินเพิง จะมีระยะทางบนสายน้ำเชี่ยวกรากประมาณ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาผจญภัยอยู่บนสายน้ำทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มต้นที่ “แก่งหินเพิง” เป็นจุดแรก มีระยะทางประมาณ 200 เมตร ให้เอาตัวรอดจากวังน้ำวน

หลังจากนั้นคุณจะพบกับ “แก่งผักหนามล้อม” วังน้ำวนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทักษะในการบังคับเรือไปตามทางน้ำ ก่อนจะพักเบรคช่วงสั้นกับ “แก่งวังยาว” ที่สภาพน้ำค่อนข้างนิ่ง แล้วจึงเผชิญหน้ากับความท้าทายอีกครั้งที่ “แก่งลูกเสือ” และ “แก่งวังบอน” ที่มีน้ำตกเล็กๆ ให้ได้ลุ้น

ซึ่งเส้นทางต่อจาก “แก่งวังบอน” เรื่อยไปจนถึง “แก่งวังไทร” จะเต็มไปความฤชหฤโหด เพราะมีระดับความลาดชันถึง 30 องศา จากนั้นจบทริปด้วย “แก่งงูเห่า” ที่หากมาในช่วงน้ำมากก็จะท่วมหินจนกลายเป็นเหมือนล่องแพยางธรรมดา

โดยนอกเหนือจากการล่องแก่งแล้ว “แก่งหินเพิง” ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ไว้ต้อนรับนักผจญภัยหัวใจสยามอีกเพียบ ไล่ตั้งแต่การเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ไปจนถึงการขี่จักรยานศึกษาระบบนิเวศของเขาใหญ่อย่างใกล้ชิด

แถมการเดินทางจากกรุงเทพก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด เพียงขับรถขึ้นเหนือมุ่งหน้าผ่านจังหวัดปทุมธานีและนครนายก เพื่อเข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี แล้วมุ่งตรงเข้าสู่แก่งหินเพิง รวมแล้วใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง กับระยะทางแค่ 213 กิโลเมตร

99999999999999999999…

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

เที่ยวนครศรีธรรมราชให้สนุกกับที่เที่ยวที่สวยงาม

 

เที่ยวไหนดีที่นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้าน คู่เมือง นครศรีธรรมราช และเป็นสถานที่แรกที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางไปยังนครศรีธรรมราช ควรเดินทางไปกราบสักการะ พระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งภายในเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนี้ภายในยังมีพระประธาน พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีการสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรก ราวปี พ.ศ. 854

หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลาน เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า บ้านขุนน้ำคีรีวง เนื่องจากอยู่ใกล้กับต้นน้ำ  เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย    หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยหุบเขาสูงใหญ่ และมีสายน้ำตัดผ่านตรงกลางซึ่งเป็นบรรยากาศที่สวยงามมาก  มนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้ นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงใหลที่นี่คือวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติ หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่ เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านที่นี่มีความน่ารักมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายสงบสุข ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มากทำให้รู้สึกว่าชาวบ้านในที่แห่งนี้อยู่ด้วยกันแบบเครือญาติกันหมด อาชีพหลักของชาวบ้านคีรีวง คือ การทำกสิกรรม การทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน เรียกว่า “สวนสมรม” แล้วนำมาแปรรูป จัดว่าเป็นสินค้าโอท็อปเรื่องชื่อเลยทีเดียว ส่วนผลไม้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ปลูกก็จะมีผลไม้จำพวก มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ส่วนอื่นๆที่เป็นสินค้าโอท็อปชื่อดังของที่นี้ก็จะมี กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มทำไวน์ และ กลุ่มทุเรียนกวน ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 327 ชนิด เช่น สมเสร็จ เลียงผา ลิงกัง ลิงเสน ค่างดำ ค่างแว่นถิ่นใต้ ชะนีธรรมดา เสือลายเมฆ เสือดำ เสือโคร่ง หมีหมา เก้ง กวางป่า เม่นหางพวง สัตว์จำพวกนก เช่น นกอินทรีดำ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ป่า นกเขาเปล้าธรรมดา นกหว้า นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกกก นกชนหิน นกโพระดกหลากสี นกพญาปากกว้างท้องแดง และนกกินปลี ฯลฯ รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย หากใครที่ไปเที่ยวคงต้องระวังตัวกันด้วยขึ้นชื่อว่าเดินป่าแล้วทุกคนย่อมต้องมีการระวังตัวกันเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง บอกตรงๆเลยว่าที่เที่ยวเยอะมาก คอเดินป่าไม่ควรพลาด เพราะยังมีอะไรอีกมากมายที่คุณควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง ต่อให้เล่าก็เล่าไม่หมดแน่นอนว่ามีอะไรบ้าง ณ ตรงนี้ เพราะมันเยอะจริงๆ แถมไม่ว่าจะฤดูกาลไหนคุณก็สามารถไปเที่ยวได้…